ที่ว่า “เสือร้าย” อย่างนักรัฐประหารทั้งหลายไม่มีวันจะ “กลับใจ” นั้นไม่ใช่การใส่ความ เพราะคนเราย่อมมีที่มา ภูมิหลังแตกต่างกันไป
รสนิยมและการให้คุณค่ากับสิ่งใดจึงไม่เหมือนกัน
นักรัฐประหารบางคนในประวัติศาสตร์อาจจะมากไปด้วยคุณค่า ได้สร้างคุณไว้ให้กับประเทศในหลายเรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็อาจ “ให้โทษ” กับบ้านเมืองสุดคณานับ
ด้วยความที่คุ้นชินกับการใช้กำลังและใช้อาวุธบางทีอาจทำให้คนเราลืมมองถึงคุณค่า ความหมายของผู้อื่น หรือไม่ได้มองชีวิตอื่นๆ ด้วยท่าทีที่เสมอเท่าเทียม
บ่อยครั้ง ท่วงทำนองของนักรัฐประหารจึงมักจะห้าว ก้าวร้าว เอาแต่ใจ เพลินหลง และลืมตน ราวกับว่าโลกหมุนอยู่รอบตัว “หลงผิด” ว่าทุกคำพูดทุกคำสั่งทุกสิ่งที่กระทำล้วนแต่เป็นความถูกต้อง
แต่เมื่อนักรัฐประหารเริ่มจะรู้ว่า “กำลัง” กับ “อาวุธ” ที่เคยใช้หักหาญโค่นล้มช่วงชิงอำนาจมานั้น “ไม่จีรังยั่งยืน” ก็จะหาทาง “กลับลำ”
คิดถึงสนามเลือกตั้ง !
ภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งนักรัฐประหารจึงให้เขียน “กติกาทางการเมือง” ตามแต่ใจจะให้ออกแบบ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด มี “สร้างโอกาส” ให้มากที่สุดเพื่อจะกลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้ง ในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้รับฉันทานุมัติจาก “เสียงสวรรค์”
หลังจากฝ่ายอำนาจนิยมพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ฝ่ายประชาธิปไตยก็ได้ระเริงบนเวทีร่วม 14 ปี กระทั่ง “ถูกเอาคืน” ในเดือนกันยายน 2549
แต่พรรคพวกก็ตำหนิว่า “บังทำเสียของ”
พฤษภา 2557 จึงกระชับอำนาจครั้งใหม่เพื่อไม่ให้เสียของ
วันนี้ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเฉกเช่นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เคยฝันว่า การได้มาซึ่ง “อำนาจการเมือง” ที่โลกศิวิไลซ์ยอมรับนั้นจำเป็นต้องอาศัย “มือ” ของประชาชน ไม่ใช่ “กำลังรบ” ไม่ใช่ “อาวุธของกองทัพ”
กล่าวสำหรับประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายหลังรัฐประหารทุกครั้ง จึงตกอยู่ในบรรยากาศของ “ทางสองแพร่ง”
ทางหนึ่ง “เลือก” เพื่อยืนยันว่า อำนาจทางการเมืองควรเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของบุคลากรจาก “กองทัพ”
กับอีกทางหนึ่ง “เลือก” นอมินีหรือพรรคตัวแทน เพื่อยืนยันว่า ยินยอมยกอำนาจการปกครองให้กับ “บุคคล” ที่เคยทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐบาลด้วยกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพให้ได้มีอำนาจสืบต่อไป
ถึงอย่างไร ประชาธิปไตยก็ยังมีเสน่ห์ตรงที่ เลือกได้-เปลี่ยนได้ ตามวาระ !?!!

