เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม เปิดเผย จับกุมนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต อายุ 27 ปี ดารานักแสดง อยู่บ้านเลขที่ 46/22 ม.8 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1694/2561 ลง 26 ก.ค.2561 ข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน” จับตัวได้ที่บริเวณชั้น 2 ห้างเมเจอร์รัชโยธิน ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ขณะที่กำลังถ่ายทำละครเรื่องใหม่ว่า ในกรณีนี้มีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติ ที่ได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มหนึ่งที่ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ ความเสียหาย 774 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับได้ 3 ราย และได้มีการจับกุมผู้ต้องได้ 1 คน ส่วนบางรายหนีไปต่างประเทศ ทั้งนี้เงินที่กลุ่มผู้ต้องหาหลอกมาได้มีการโอนเงินถ่ายเทไปยังพ่อแม่ญาติพี่น้อง
“นอกจากนี้ยังจะมีการพิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมซึ่งเป็นคนกว้างขว้างในตลาดหลักทรัพย์ อีกรายเป็นพี่ชายของนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม โดยได้เดินทางออกไปต่างประเทศก่อนหมายจับจะออก โดยกองปราบได้ประสานทางเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว” ผบก.ป. กล่าว และว่า น่าเห็นใจทางครอบครัวของบูม เนื่องจากเป็นครอบครัวที่มีฐานะในสังคมและทางเศรษฐกิจ เปิดร้านอาหารอยู่ที่จ.ชลบุรี แต่การกระทำของพี่ชายบูมไปโกงมาแล้วเอาเงินมาโอนให้พ่อแม่พี่น้อง จะกลายเป็นว่าจะมาเดือดร้อนไปด้วย จากการสอบสวนในส่วนพี่น้องบางคนรู้ อย่างเช่นบูมก็มีส่วนรู้เห็นและพูดคุยในการหลอกลวงด้วย เนื่องจากมีหลักฐานที่ชัดเจน
ด้าน พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป.กล่าวว่า ผู้เสียหายชาวฟินแลนด์เป็นผู้ที่มีเงินในสกุลบิทคอยน์จำนวนมาก เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาทราบข้อมูลจึงได้เข้าไปติดต่อชักชวนมาลงทุนธุรกิจสกุลเงินดิจิตอล อ้างว่าจะนำเงินไปเปิดบริษัทเหรียญเงินดิจิตอลแล้วไปลงตลาดหลักทรัพย์ในไทย ส่วนเหรียญดิจิตอลนั้นจะนำไปใช้ในบ่อนการพนันที่มาเก๊า ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้ แต่ทางกลุ่มผู้เสียหายไม่ได้นำไปลงทุนจริง กลับนำเงินโอนย้ายไปยังกลุ่มของผู้ต้องหาเสียเอง ซึ่งตัวนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม ได้มีการโอนเงินไปยังพี่น้องตนเองประมาณ 400 กว่าล้านบาท โดยนำเงินไปทำธุรกิจรับขายฝากที่ดิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามยึดที่ดินได้เป็นมูลค่า 200 กว่าล้านบาท
“ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาแล้วทั้งหมด 49 บัญชี หากหลักฐานเชื่องโยงไปถึงพ่อหรือแม่ของของนายจิรัชพิสิษฐ์ จะต้องเรียกมาสอบสวน นอกจากนี้พบว่ามีการโอนเงินออกไปยังต่างประเทศประมาณ 30 ล้านบาทด้วย” พ.ต.อ.ชาคริต กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้ต้องหาที่ออกหมายจับนอกเหนือจาก นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม นั้น ยังมีอีก 2 ราย ประกอบด้วย นายปริญญา จารวิจิต น.ส.สุพิชฌา จารวิจิต เป็นพี่ชายและพี่สาว นอกจากนี้กำลังพิจารณาออกหมายจับเจ้าพ่อตลาดหุ้นไทยรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมขบวนการอีกรวม 4 ราย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตามการกระทำความผิดลักษณะนี้เป็นการกระทำผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ” ซึ่งถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3(18)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคดีนี้วันนี้ชายนักธุรกิจชาวไทย คนหนึ่งได้เข้ามาให้ปากคำและพูดคุยโดยส่วนตัวกับ พ.ต.อ.ชาคริต รองผู้บังคับการกองปราบปราม ในคดีที่เกี่ยวข้องกับ นายจิรัชพิสิษฐ์ โดยเดินทางเข้ามาพร้อมทนายความ และมีการนัดหมายกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 สิงหาคม เพื่อสอบปากคำอีกครั้งหนึ่งเนื่องจาก วันนี้ติดธุระ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสอบปากคำในฐานะใด

