เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม เเหล่งข่าวระดับสูงในศาลยุติธรรม ได้อธิบายข้อกฎหมาย ถึงกรณีที่ นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค2 ได้เวียนหนังสือนำส่งขอให้เข้าชื่อกันถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) หลังพบว่า ก.ต.ดังกล่าวมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในศาลจังหวัดเเห่งหนึ่งเเถบภาคตะวันออก ว่า มาตรการดำเนินการทางวินัยนั้นเป็นมาตรการเดียวกับการดำเนินการทางวินัยต่อผู้พิพากษา ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ประกอบระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ. 2549 ซึ่งพอจะสรุปเรื่องระยะเวลาในการสอบสวนทางวินัยได้ดังนี้ เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว คณะกรรมการต้องสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน ถ้ามีเหตุจำเป็นก็อาจขยายเวลาไปได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง แต่ละครั้งไม่เกิน 15 วัน แต่ถ้ายังไม่แล้วเสร็จอีก ก็สามารถเสนอประธานศาลฎีกาเพื่อขออนุมัติขยายเวลาต่อได้อีกตามความจำเป็นครั้งละไม่เกิน 30 วัน แต่กำหนดระยะเวลาการสอบสวนทั้งหมดต้องไม่เกิน 180วัน
เมื่อทำการสอบสวนเสร็จแล้ว คณะกรรมการจะจัดทำรายงานเสนอต่อประธานศาลฎีกาและส่งรายงานให้เลขานุการ ก.ต. เพื่อส่งต่อให้คณะอนุกรรมการ ก.ต. ประจำชั้นศาลพิจารณากลั่นกรองเสนอความเห็นภายใน 15 วัน ในการพิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน หากเห็นว่าควรสอบสวนเพิ่มเติมก็ให้สั่งคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ คณะกรรมการสอบสวนต้องสอบสวนเพิ่มเติมให้เสร็จโดยเร็ว เมื่อสอบสวนเพิ่มเติมเสร็จก็ให้ส่งพยานหลักฐานที่ได้ไปให้ประธานศาลฎีกา
เมื่อ ก.ต. ได้พิจารณารายงานแล้วมีมติว่าข้าราชการตุลาการผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงสมควรไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือมีมติเป็นประการอื่นใด ให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งไปตามนั้นตรงนี้เมื่อวิเคราะห์ถึงระยะเวลาในการดำเนินการทางวินัยแล้ว จะพบว่า กฎหมายและระเบียบไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน จะมีก็แต่เพียงกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนต้องสอบสวนให้แล้วเสร็จ (รวมเวลาที่ขอขยายแล้ว) ภายใน 180 วัน แต่การพิจารณาของ ก.ต. นั้น กฎหมายและระเบียบไม่ได้บัญญัติไว้ว่าจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายในกี่วัน ทั้งยังให้อำนาจ ก.ต. สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมได้อีก
นอกจากนี้ กฎหมายและระเบียบยังเปิดโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินการทางวินัยมีสิทธิโต้แย้งได้ตั้งแต่การคัดค้านคณะกรรมการสอบสวน และให้สิทธิอย่างเต็มที่ในการนำพยานหลักฐานมาแก้ตัว ดังนั้น ขั้นตอนดำเนินการทางวินัยจึงใช้เวลานานจนไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่แน่นอนได้ เหตุดังกล่าวนี้อาจทำให้ตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกร้องจะพ้นจากตำแหน่งไปตามวาระเสียก่อนจะถูกลงโทษทางวินัย นอกจากนั้น ในระหว่างที่มีการตั้งกรรมการสอบสวน ข้าราชการตุลาการผู้อื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ไม่อาจทราบเรื่อง และไม่ทราบว่าการสอบสวนอยู่ในขั้นตอนใด
ส่วน กระบวนการถอดถอน ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่งนั้น พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ได้บัญญัติถึงมาตรการในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของ “ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ” ซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษา โดยกำหนดให้ผู้พิพากษา1ใน5ของผู้พิพากษาที่มีอยู่ ยกเว้นผู้ช่วยผู้พิพากษา มีอำนาจเข้าชื่อร่วมกันเสนอต่อเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อให้มีการลงมติถอดถอนได้ และได้บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาเป็นผู้มีอำนาจถอดถอน หากผู้พิพากษากว่ากึ่งหนึ่งของผู้พิพากษาทั้งหมด ยกเว้นผู้ช่วยผู้พิพากษา มีมติว่า ก.ต. ผู้นั้นสมควรพ้นจากตำแหน่ง ก็จะมีผลให้ ก.ต. ท่านนั้นพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการว่า เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจะต้องจัดการให้มีการลงมติภายใน 30วัน
ซึ่งจะเห็นได้ว่า ผู้ร่างกฎหมายระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลการศาลยุติธรรมฯ ได้สร้างมาตรการในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของ ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้หลักการเดียวกับหลักการเรียกคืนอำนาจอธิปไตยด้วยวิธีการถอดถอนออกจากตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นวิธีการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชน กลไกที่ผู้ร่างกฎหมายสร้างไว้นี้ คงเป็นเพราะรู้ดีว่า การใช้กระบวนการทางวินัยตามปกติไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลกับ ก.ต. ซึ่งมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการตุลาการ กลไกสำคัญที่สุดที่ผู้ร่างกฎหมายได้สร้างไว้สำหรับเรื่องนี้ก็คือ การกำหนดให้ ก.ต. ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีที่ถูกร้อง ตรงนี้เองที่เป็นหลักประกันให้แก่บรรดาผู้พิพากษาที่จะร่วมกันเข้าชื่อถอดถอนว่า ในระหว่างดำเนินกระบวนการถอดถอนเขาจะไม่ถูก ก.ต. ดังกล่าวนี้กลั่นแกล้งได้
เเหล่งข่าวจากศาลยุติธรรม ยังระบุอีกว่า ศาลสถิตย์ยุติธรรม จะดำรงอยู่ได้ด้วยผู้พิพากษาทุกคนช่วยกันปกป้อง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มีผู้พิพากษาผู้กล้าทุกท่านกำลังทำหน้าที่ปกป้องสถาบันศาลยุติธรรม ด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาทุกท่านในการเริ่มต้นกระบวนการถอดถอน ก.ต. ออกจากตำแหน่งเพราะมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสำหรับเรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันตุลาการ เมื่อกาลเวลาผ่านไปเหตุกาณ์นี้ก็จะเป็นเพียงประวัติศาสตร์ให้ตุลาการรุ่นหลังได้ศึกษา ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันศึกษาวิเคราะห์ว่า มาตรการทางกฎหมายสำหรับควบคุมการใช้อำนาจของ ก.ต. เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เพียงพอแล้วหรือไม่ประการใด เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก.ต. ได้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์เป็นที่ประจักษ์ชัดมาเป็นเวลาช้านาน เเต่หลักกฎหมายนี้เป็นหลักกฎหมายสากล การตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจนั้น เป็นกลไกสำคัญสำหรับรัฐเสรีประชาธิปไตย ที่ต่างก็สร้างระบบการตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจภายในประเทศตนตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละประเทศ
“เมื่อ ก.ต. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตรวจสอบและให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษา มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ ส่อไปในทางใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมายเสียแล้ว การใช้วิธีการดำเนินการทางวินัยแบบปกติ ย่อมไม่เหมาะสมและไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะท่านคงจะพ้นจากวาระการดำรงตำแหน่งเสียก่อน เเละก็ขอให้เป็นที่พิจารณาต่อไปว่ากระบวนการควบคุมการใช้อำนาจของ ก.ต. เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เพียงพอแล้วหรือไม่”เเหล่งข่าวผู้พิพากษาระบุ

