เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2561 ที่ศาลาประชาคม วัดนันทาราม อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ สภาพลเมืองเชียงใหม่ เปิดเวทีถกวาระ : อำนาจการตัดสินใจของคนเชียงใหม่ต่อนโยบายสาธารณะ หัวข้อ บ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ ปัญหาและข้อเสนอ โดยมีนายปรีชา ศิรินาม ปลัดอำเภออาวุโส อำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ และประชาชนเข้าร่วมเวที
นายปรีชา กล่าวว่า ถือเป็นการเปิดมุมมองของภาคพลเมืองส่งถึงภาครัฐในการทบทวนการแก้ไขปัญหา เนื่องจากกระบวนและขั้นตอนของหน่วยงานรัฐอาจล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน แต่ข้อเสนอของภาคประชาชนที่รู้เห็นว่าบ้านเมืองมีปัญหาและควรได้รับการแก้ไข หากไม่ขัดต่อระเบียบและข้อกฎหมายภาครัฐยินดีรับฟังและนำเสนอหน่วยงานขึ้นไปตามขั้นตอน
ทั้งนี้มีการนำเสนอผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหลากหลายกลุ่ม ในนาม ‘แม่โจ้โพลล์’ ต่อกรณีการก่อสร้างบ้านพักตุลาการในพื้นที่ป่าริมดอยสุเทพในช่วง 1 สัปดาห์นี้ว่า จากการสำรวจความเห็นใน 2 กลุ่ม คือ ประชาชนในเขตเมือง และนอกเมือง ในกลุ่มข้าราชการ นักธุรกิจ เอกชน เกษตรกร และประชาชน รวม 5 ข้อ พบว่า 54% รับรู้ เข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น และ 79% พบว่าเป็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขเร่งด่วน กระทบสิ่งแวดล้อม ทำลายป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร ทำให้ป่าลดลง 64% และ 70% เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และใช้อำนาจรัฐไม่เหมาะสม ขาดการจัดการและมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหาการตีความข้อกฎหมาย วัฒนธรรมความเชื่อประชาชน ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงข้อมูล
โพลล์ยังระบุว่า 57% ต้องการให้ยุติการก่อสร้างและคืนพื้นที่ ปรับสภาพและฟื้นฟูให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม 29% ยุติการก่อสร้าง รื้อถอนบางส่วนที่กระทบปัญหาสิ่งแวดล้อม 7% สร้างต่อและให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์แทน 6% สร้างต่อและให้ตุลาการใช้พื้นที่เดิม เพราะทำตามขั้นตอนของกฎหมาย และสุดท้าย 51% พร้อมเข้าร่วมเวทีสาธารณะ และ 48% ไม่พร้อมเข้าร่วม
รศ.สมโชติ อ๋องสกุล นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า พื้นที่ทั้งหมดเคยเป็นผืนป่าดอยสุเทพก่อนที่กรมป่าไม้จะเข้ามาสำรวจและมีการแบ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ทหาร การก่อสร้างบ้นพักตุลาการเข้าข้อหาความเชื่อล้านนาข้อสำคัญคือ รื้อภูเขาปลูกสร้างอาคาร ไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดจารีตประเพณีที่เรียกว่า ขึดหลวง ทางออกของภาครัฐในระบบราชการไม่มีคำว่ารื้อ แต่จะใช้คำว่าย้ายไปที่อื่น เช่น กรณีย้ายน้ำพุช้างเผือก เทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณก่อสร้าง
“นี่คือกุญแจสำคัญที่ศาลถอยด้วยการแถลงว่ามีมติย้ายไป จ.เชียงราย และมอบให้รัฐบาลดำเนินการ แต่เมื่อศาลย้ายออกไปแล้ว พื้นที่นี้จะทำอะไร ผมขอเสนอให้ปรับพื้นที่ด้วยการใช้ธงใหญ่ นำศาสตร์พระราชาเข้ามาดำเนินการ ซึ่งได้ส่งหนังสือถึง ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาเป็นแม่งานในเรื่องนี้ว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมา” รศ.สมโชติ กล่าว
นายนิรันดร โพธิกานนท์ ตัวแทนจากชมรมจักรยานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ข้อตกลงที่ประชาชนเรียกร้องคือให้รื้อบ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง ที่รุกล้ำเขตป่าเดิม การที่ศาลประกาศย้ายไปที่อื่นเหมือนเด็กที่ไม่พอใจ ทั้งที่ตัวสำนักงานและอาคารชุด 4 หลังก็ยังมีพอ รวมทั้งของใช้พื้นที่ทหารที่มีมากมายใกล้เคียงกันและไม่รุกป่าสร้างบ้านพักทดแทนก็ได้ พร้อมทั้งย้านบานประตู วงกบ หน้าต่าง แอร์คอนดิชั่น ไปสร้างที่ใหม่ เป็นการประหยัดงบประมาณมากกว่าที่จะของบไปสร้างใหม่ด้วยซ้ำ
นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า เครือข่ายไม่มีความคิดเห็นหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะย้ายไปที่จังหวัดเชียงราย แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะย้ายออกจากพื้นที่พิพาท แต่สิ่งที่เครือข่ายต้องการ คือความชัดเจน เรื่องบ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง ที่รัฐบาลมีข้อตกลงไว้ว่า คือ 1.จะต้องไม่มีผู้อยู่อาศัย และ 2 .ต้องคืนพื้นที่ และดำเนินการรื้อย้าย ซึ่งสองเรื่องนี้ต้องตอบคำถามประชาชน และกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน เพราะตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ภาครัฐเงียบไม่มีความชัดเจน วันที่ 26 สิงหาคมนี้ เครือข่ายจึงต้องจัดชุมนุมใหญ่ทวงสัญญาอีกครั้ง
“วันที่ 16 สิงหาคม 2561 ที่จะมีการประชุมกับคณะกรรมการชุดใหญ่ระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน เครือข่ายจะเข้าประชุมและขอประชุมเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีการเข้าร่วมประชุมอีก เพราะข้อเสนอที่ส่งไปยังรัฐบาลคือ ให้รื้อบ้านพักและอาคารชุด เป็นคำยืนยันตั้งแต่แรก และในเมื่อศาลอุทธรณ์จะย้ายที่ทำการไปอยู่จังหวัดเชียงรายก็ควรจะกำหนดเวลาชัดเจนว่า จะคืนพื้นที่เมื่อใด และจะรื้อสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเมื่อไหร่ โดยเครือข่ายจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า จะให้เวลารัฐบาล 10 วันในการตัดสินใจ ตอบคำถามประชาชนเรื่องการย้ายคนออกและรื้อ”นายธีระศักดิ์กล่าว
นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเงื่อนไขขออยู่ต่อจนกว่าจะก่อสร้างบนพื้นที่ใหม่เสร็จนั้น เครือข่ายไม่เห็นด้วยและไม่ยินยอม เพราะกว่าจะสร้างใหม่ต้องใช้เวลา 5–10 ปี การอยู่ต่อจึงหมายถึงการยึดครองพื้นที่ต่อ ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด 9 หลัง 30 ครอบครัว ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะย้ายไปจังหวัดเชียงรายเพียง 5 ครอบครัวเท่านั้น ฉะนั้นอาคารชุดที่เหลืออีก 4 หลัง ยังสามารถรองรับเจ้าหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะย้ายไปเชียงรายได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ของศาลอื่นที่มาอาศัยในอาคารชุด 9 หลังควรจะย้ายออก ซึ่งตนพร้อมเปิดเผยรายชื่อและรูปถ่ายให้สาธารณชมรับทราบได้ด้วยในวันที่มีการชุมนุมใหญ่



