เห็นกันหรือไม่ว่า เมื่อมีคำถามว่า ทำไม? ทำไม? ทำไม “กลุ่มสามมิตร” เคลื่อนไหวได้อย่างคึกคักเอิกเกริก บิ๊กๆ แห่ง คสช.ก็มี “คำตอบ” ให้ได้กระจ่างแก่ใจฉับพลันทันท่วงที
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บอกว่า “ก็การลงไปพูดไปเยี่ยมประชาชนเดินสายต่างๆ นั้น อะไรที่พอจะให้เขาได้มีทางออกบ้างก็ปล่อยให้พูดไป ถ้าใครไม่มีข้อห้ามทางกฎหมายก็ห้ามเขาไม่ได้”
“สามมิตร” แค่กลุ่มไม่ใช่พรรค ออกเดินสายพบปะผู้นำท้องถิ่นตามชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดและภูมิภาค “พรรค” และ “นักการเมือง” ว่าชกใต้เข็มขัด เอารัดเอาเปรียบคู่แข่งที่ยังคงถูก “คสช.” มัดมือมัดเท้าปิดปาก
พอไปถาม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีกลาโหม ว่า “กลุ่มสามมิตร” อ้างได้รับอนุญาตจากแม่ทัพภาคที่ 2 เดินสายพบประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานเช่นนี้ ผิดกฎหมายและฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.หรือไม่ “บิ๊กป้อม” ก็ย้อนกลับมาในทันใดว่า “เป็นพรรคการเมืองหรือยัง ที่รู้คือยังไม่ได้เป็นพรรคการเมือง”
จบกัน !
โฆษกกลุ่มสามมิตรจึงแถลงดังกระดี่ได้น้ำว่า “ได้รับการตอบรับที่ดีจากรัฐบาล”
พวกพรรคการเมืองได้แต่มองตาปริบๆ “สามมิตร-คนกันเอง”
ขนาดฝีปากจัดจ้านระดับ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำได้แค่ “บ่น” ออกสื่อดังๆ ว่า
“กลุ่มสามมิตรรวมตัวกันเกิน 5 คน ทำกิจกรรมทางการเมือง ไม่ใช่รวมตัวกันไปนั่งฟังพระสวด สังคมไทยก็รู้กลุ่มนี้คือใคร มีใครอยู่เบื้องหลัง ชัดเจนอยู่แล้ว ทุกเรื่องเกี่ยวโยงถึงการเมืองทั้งสิ้น แต่พูดยากเพราะกลุ่มบุคคลที่ปกครองอยู่นั้นอยู่เหนือกฎหมาย”
หมายความว่าอย่างไร?
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย จึงถาม “ทีพรรคเพื่อไทยแค่ 3 คนนั่งแถลงถึงผลงานรัฐบาล คสช.ในรอบ 4 ปี กลับโดนแจ้งความดำเนินคดี แต่สามมิตรนัดประชุมแต่ละที่หลายร้อยคนถึงพันคนยังทำได้”
ไม่น่าจะสับสนสงสัย
“เหรียญ” มี 2 ด้าน
เพียงแต่ว่า วันนี้ที่ใช้อยู่เป็น “เหรียญเผด็จการ”
ด้านหนึ่ง จึงไม่ใช่หัว กับอีกด้าน ก็ไม่ใช่ก้อย
หากแต่เป็น ด้านหนึ่ง คือดำ กับอีกด้าน คือขาว
ดำกับขาว ถูกกับผิด ได้กับไม่ได้ ขึ้นกับว่า อยู่ฝ่ายใด อยู่ข้างไหน
อย่าได้ถามหา “บรรทัดฐาน” !?!!

