สัพเพเหระคดี : ริบรถแต่งซิ่ง

20.08.18 | 13:00 น.

คุณจำนูญถูกจับกุมได้พร้อมรถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง 2 คัน

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคุณจำนูญต่อศาลขอให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 22/2558 ข้อ 1, 3 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และขอให้ริบของกลางรถจักรยานยนต์

คุณจำนูญให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณจำนูญมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 ข้อ 3 พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 134 วรรคสอง 160 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทหนักที่สุด จำคุก 1 เดือน ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้ง 2 คัน

คุณจำนูญอุทธรณ์

Advertisement

ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาแก้ ว่าให้ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และคุมความประพฤตินาน 1 ปี

แต่ให้ยกคำขอที่ให้ริบของกลาง ให้คืนรถจักรยานยนต์แก่เจ้าของไป

พนักงานอัยการฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่ารถทั้งสองคันทำชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สำหรับรถผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม เพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่าจำเลยดัดแปลงเปลี่ยนแปลงสภาพรถ

จักรยานยนต์ของกลางเพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง

รถจักรยานยนต์จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถ

จักรยานยนต์ในทางโดยตรง ศาลมีอำนาจริบได้ตามกฎหมาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์

เมื่อรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ตามนั้นว่ารถแต่งไว้เพื่อใช้ในการแข่ง จึงเข้าตามที่ มาตรา 33(1) บัญญัติไว้ คือ มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด

เป็นอันว่ารถคุณจำนูญไม่รอดจากการถูกริบ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9675/2559)


 

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 33 ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว
ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ

(1)ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ

(2)ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด

เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 15 วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่

(1)ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป

(2)ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

(3)ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล