‘กทม.’ พบเด็กเล็กป่วย ‘ไข้หวัดใหญ่’ ตายแล้ว 2 ราย เตือนปชช.เฝ้าระวัง

20.08.18 | 15:06 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภาพรวมผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2561 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จำนวน 19,768 ราย หรือเฉลี่ยสะสมเดือนละประมาณ 2,800 ราย โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 3,858 รายและเดือนกรกฎาคม จำนวน 3,422 ราย ขณะที่ ภาพรวมของประเทศพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ถึง 79,912 ราย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งประเทศแล้ว จำนวน 13 ราย โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีรายงานว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นเด็กเล็ก 2 ราย อย่างไรก็ตาม พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี โดยเฉพาะเด็กเล็ก ส่วนจังหวัดที่ ป่วยสูงสุด 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ระยอง พะเยาและอุตรดิตถ์ ตามลำดับ

นพ.ชวินทร์ กล่าวอีกว่ากทม.กำหนดมาตรการแนวทางป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับประชาชนและสถานศึกษา ประกอบด้วย 1.การรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2.แจ้งเตือนการเตรียมความพร้อมป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ไปยังศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง สำนักการศึกษา สำนักพัฒนาสังคม และสำนักงานเขต ให้เน้นหลักการ 3 เข้ม เข้มคัดกรองก่อนเข้าเรียนทุกเช้าใครมีไข้ มีน้ำมูกให้กลับบ้าน เข้มหยุดเรียนใครป่วยให้หยุดจนหายเป็นปกติ เข้มสุขอนามัย กินร้อนช้อนกลางล้างมือ และทำความสะอาดของที่ที่ร่วมกันทุกอาทิตย์

นพ.ชวินทร์ กล่าวว่า 3.ออกหน่วยให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และการป้องกัน 4. ดำเนินการสอบสวนโรคโดยทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) กรณีมีการระบาด 5. สื่อสารความเสี่ยงให้กลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ 6.ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เมื่อป่วยควรระวังไม่แพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นปิดปากเวลาไอหรือจามและสวมหน้ากากอนามัย 7.ล้างมือบ่อยๆช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค กินร้อนช้อนกลาง 8. เลี่ยงไม่แพร่หวัดไปสู่ผู้อื่นหรือเลี่ยงผู้ป่วยหวัด 9.ถ้าป่วยเป็นไข้หวัดควรหยุดไปทำงานหรือโรงเรียนเพื่อไม่ให้เป็นการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น และได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อประชาชนและผู้ปกครองจะได้มีความสบายใจและไว้วางใจในการดูแลสุขภาพอนามัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

“สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กแรกเกิดถึงอายุ 14 ปี หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป เด็กเล็กระหว่าง 6 เดือนถึง 2 ปี ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะอ้วนน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไป ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ โรคไต โรคสมองพิการ โรคเบาหวาน โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ติดเชื้อเอชไอวี” นพ.ชวินทร์ กล่าว