เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 สิงหาคม นางคำเพียร ตามชัยภูมิ อายุ 60 ปี ชาวบ้านกุดแข้ ต.หนองไผ่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น และนายวีระพงศ์ พิมพ์แพน อายุ 51 ปี ชาว ต.บ้านแท่น อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยชาวบ้านประมาณ 50 คนที่เป็นชาว จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ชัยภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.อุดรธานี เข้าร้องทุกข์กับ พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พร้อม พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผกก.สภ.บ้านเป็ด จ.ขอนแก่น พร้อมพนักงานสอบสวนทีมเฉพาะกิจ บช.ภ.4 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงิน โดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม บช.ภ.4 เพราะผู้เสียหายทั้งหมดที่มาครั้งนี้ได้กู้ยืมเงินนายทุนเงินกู้คนหนึ่งเพื่อไปทำงานต่างประเทศ จำนวนกว่า 1-2.5 แสนบาท โดยนำโฉนดที่ดินไปจำนองไว้ เมื่อใช้หนี้กู้ยืมมาหมดแล้ว ได้ขอโฉนดที่ดินคืน แต่กลับไม่ได้คืน
นางคำเพียรกล่าวว่า พวกตนมาครั้งนี้ พร้อมเอกสารการกู้ยืมเงินที่ถูกนายทุนยึดโฉนดที่ดินคืน ที่ บช.ภ.4 เพื่อร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้กู้ยืมเงินนายทุนคนดังกล่าว จำนวน 1-2.5 แสนบาท เพื่อไปทำงานต่างประเทศ บางคน 1 ปี บางคน 2-3 ปี และได้ส่งเงินใช้หนี้หมดแล้ว แต่กลับถูกยึดโฉนดที่ดินที่ค้ำประกันไว้ และนายทุนคนนั้นกลับมาฟ้องร้องผู้เสียหายว่ากู้เงินไปทำการเกษตร พร้อมฟ้องคดี และยึดทรัพย์ขายทอดตลาด
“ก่อนกู้หนี้กับนายทุนคนดังกล่าว เมื่อประมาณปี 2543-2545 นายทุนคนนั้นได้เปิดบริษัทโฆษณาชวนเชื่อผู้เสียหายให้ไปทำงานต่างประเทศ โดยเอาโฉนดที่ดินไว้กับตัว พร้อมเซ็นชื่อใส่ในกระดาษเปล่า เมื่อไปทำงานเมืองนอกแล้วให้โอนเงินใช้หนี้ตามนามบัตรที่เขาให้มา และในปี 2546 ก็ปิดบริษัท แต่นายทุนคนนั้นได้ดำเนินการฟ้องร้องศาลว่า ผู้เสียหายที่มาครั้งนี้ยืมเงินทำการเกษตร ไม่ยอมใช้หนี้เงินกู้ จึงต้องมีการยึดทรัพย์สินและยึดโฉนดที่ดิน” นางคำเพียรกล่าว
ด้านนายวีระพงศ์กล่าวว่า เมื่อต้นปี 2543 ได้กู้เงินกับนายทุนชื่อนางวิไลพร อายุประมาณ 44 ปี ชาว อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เพื่อไปทำงานที่ประเทศไต้หวันกับบริษัททำยางรถยนต์นาน 3-4 ปี ด้วยเงินกู้ยืม 1.9 แสนกว่าบาท โดยเซ็นเอกสารในกระดาษเปล่า พร้อมนำโฉนดที่ดินที่อยู่อาศัยประมาณ 2-3 งาน จำนองไว้กับนางวิไลพร สำหรับดำเนินการประสานงานติดต่อกับประเทศไต้หวัน พร้อมค่าเครื่องบินโดยสาร ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นของตนเอง
“ระหว่างทำงานอยู่ไต้หวัน ได้ส่งเงินให้นางวิไลพรเพื่อใช้หนี้เงินกู้ให้เขาทุกเดือน เดือนละ 20,000-30,000 บาท โดยนำบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสไปกดทุกเดือน บอกว่าเป็นการใช้หนี้เงินกู้พร้อมเสียดอกเบี้ย ซึ่งไม่ทราบว่าคิดดอกเบี้ยมากน้อยขนาดไหน เมื่อกลับมาถึงบ้านในประเทศไทย เพื่อจะขอโฉนดที่ดินคืนก็อ้างว่าโฉนดเยอะยังหาไม่เจอ ทวงทุกครั้งก็บอกว่ายังหาไม่เจอ อยากได้คืนให้ไปฟ้องศาล” นายวีระพงศ์กล่าว
ด้าน พล.ต.ท.สุรชัยกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้ฟ้องร้องทางศาลไปแล้ว ส่วนศูนย์ฯจะรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายที่มากกว่า 50 คนขึ้นไป พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อสอบสวนในแต่ละราย พิจารณาหาทางช่วยเหลือ พร้อมจะนำโฉนดมาคืนให้ผู้เสียหายที่มาร้องทุกข์ครั้งนี้ เนื่องจากบางคดีเป็นคดีแพ่ง บางคดีเป็นคดีอาญา

