กก.ปฎิรูปสังคมเห็นด้วย สธ.ห้ามใช้ ‘สารเคมี’ เว้นปฏิรูปสิ่งแวดล้อมติดภารกิจไม่ร่วมประชุม

21.08.18 | 15:00 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 21 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 3 คณะ คือด้านสาธารณสุข ด้านสังคม และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหารือถึงประเด็นไม่ใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เนื่องจากมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยมี นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เป็นแกนหลักในการประชุมครั้งนี้

นพ.เสรี ตู้จินดา

ต่อมาเวลา 11.30 น. นพ.เสรี พร้อมกรรมการปฎิรูป แถลงภายหลังการประชุมร่วมว่า การประชุมครั้งนี้ได้เชิญคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมาร่วมหารือกัน ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทางประธาน คือนายรอยล จิตรดอน ได้มอบให้ทางนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติมาแทน แต่ปรากฏว่าก่อนการประชุมได้แจ้งมาว่าติดภารกิจมาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มาไม่ได้ ทางที่ประชุมจะนำผลจากการหารือวันนี้ส่งไปยังคณะกรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ

“ที่ประชุมยังคงเห็นเหมือนเดิม คือต้องไม่ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งในส่วนของด้านสังคมก็คิดเห็นแนวทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากการประชุมครั้งนี้ ทางส่วนของสาธารณสุขจะส่งรายงานไปยัง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อพิจารณา และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะเดียวกันทางคณะกรรมการปฏิรูปก็จะนำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วย ส่วนในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการประชุมในวันที่ 22 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่มีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมนั้น ก็จะมีการนำข้อมูลจากการประชุมของคณะกรรมการปฏิรูปเสนอประกอบการพิจารณาผ่านทางกรรมการ ซึ่งได้นั่งอยู่ในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีด้วย” นพ.เสรีกล่าว และว่า ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปด้านอื่นๆ ก็จะมีการหารือของคณะกรรมการตัวเอง แต่ก็อยู่ในแนวทางเดียวกัน

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปมีความห่วงใยเรื่องนี้ไม่แพ้คณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ซึ่งก็เห็นด้วย เพียงแต่จะต้องมีการประชุมในคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคมในช่วงบ่ายวันที่ 22 สิงหาคม

นายวินัย ดะห์ลัน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กล่าวว่า ในการประชุมวันที่ 22 สิงหาคม ของคณะกรรมการปฏิรูป จะหารือเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความชัดเจนว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมีผลกระทบต่อสุขภาพ และจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้วย ซึ่งคณะกรรมการด้านสังคมค่อนข้างเห็นพ้องกับคณะกรรมการด้านสาธารณสุข และเชื่อว่าคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมก็เห็นตรงกันหมด แต่ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้น หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปคือให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสารเคมีทั้ง 3 ชนิด และหากชี้ให้เห็นด้วยว่ามีผลกระทบด้านสังคมอย่างไรทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต จะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นในการให้ข้อมูลกับรัฐบาล

Advertisement

นายวินัยกล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้จะส่งผลกระทบด้านสังคม แง่มุมที่สำคัญคือเรื่องแรงงาน ซึ่งประชากรแรงงานของไทยมีแนวโน้มลดลง หากแรงงานที่เหลืออยู่มีปัญหาด้านสุขภาพทั้งของตนเองและต้องดูแลคนในครอบครัวที่ป่วย ก็จะยิ่งมีคนวัยแรงงานออกไปดูแลคนป่วย เพราะฉะนั้นไม่ได้สูญเสียแรงงานแค่คนที่ป่วยแต่จะรวมถึงคนปกติที่ต้องออกไปดูแลคนป่วยด้วย จะส่งผลต่อโครงสร้างประชากรในอนาคตและกลุ่มแรงงานที่เป็นผู้หารายได้หลัก

“สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้หากทำให้คนตายเลยอาจจะกระทบต่อประชากรแรงงานน้อยกว่าทำให้คนป่วยระยะยาว เพราะเมื่อเจ็บป่วยในลักษณะผู้ป่วยติดเตียง ทำให้สูญเสียแรงงานในคนที่ป่วย คนที่ดูแล ขณะที่แรงงานที่มีคุณภาพก็มีจำนวนน้อย รายได้ประเทศในอนาคตก็จะน้อย และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดของประเทศ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าห่วง การตัดสินใจนโยบายในเรื่องนี้จึงค่อนข้างสำคัญ นอกจากนี้ ไม่มั่นใจว่าสารเคมี 3 ชนิดนี้อาจจะมีส่วนทำให้เพศสภาพเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งหากสารเคมีนี้มีผลกระทบต่อสมอง มีผลต่อเพศสภาพ  ก็จะทำให้การเพิ่มประชากรในอนาคตเป็นเรื่องยาก” นายวินัยกล่าว

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังกับคณะกรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สุดท้ายไม่ได้ส่งผู้แทนมา แม้ตอนแรกเตรียมจะมาแล้วก็ตาม เนื่องจากกังวลว่าจะมีผลต่อการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีศัตรูพืช ในวันที่ 22 สิงหาคม เพราะจริงๆ หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปต้องไม่คิดเรื่องอื่น คิดเพียงว่าต้องทำงานเพื่อประชาชนคนไทย อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันที่ 22 สิงหาคม ตนเป็นหนึ่งในกรรมการ ซึ่งก็ต้องยืนหยัดว่า สารเคมีเหล่านี้มีอันตราย มีข้อมูลวิชาการมากมาย ล่าสุดยังพบว่ามีผลต่อตับ ทำให้ไขมันสูง ซึ่งตรงนี้จะมีการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปเรื่อยๆ เพราะผลกระทบต่อสุขภาพมีมาก

นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า อย่างเรื่องผลกระทบต่อฮอร์โมนนั้นก็มีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ อย่างในประเทศไทยมีผลการศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่ากบในท้องนามีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะสืบพันธุ์ รวมทั้งงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีผลต่อฮอร์โมนเพศ ซึ่งยังพบว่าฮอร์โมนนี้มีผลให้เกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย โดยผลงานวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของต่างประเทศ คือสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2012 มีการตรวจคอมพิวเตอร์สมองในเด็กพบว่า สารคลอร์ไพริฟอสมีผลต่อเชาว์ปัญญา และระบบพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งพบว่าพฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเห็นว่าเนื้อสมองส่วนหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม จากที่ควรหนาก็บางลง หรือจากที่บางก็หนาขึ้น ส่งผลให้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ศาลสหรัฐได้สั่งแบนสารเคมีตัวนี้ภายใน 60 วัน

“จริงๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องรับผิดชอบ เพราะข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพมีมาเป็น 20 ปีแล้ว ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายทราบเรื่องนี้ดี ซึ่งขณะนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมเตรียมฟ้องร้องที่ละเลยไม่สนใจผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยจริงๆ ต้องหาผู้กระทำผิดที่จงใจละเลยเรื่องนี้ และต้องให้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งก็ต้องให้ออกจากงาน” นพ.ธีระวัฒน์กล่าว