จากกรณีนายอาร์นี โอตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ ร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) หลังถูกหลอกให้โอนเงินลงทุนในธุรกิจเงินสกุลดิจิตอลมูลค่า 797 ล้านบาท ที่ต่อมาหลังนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์แอพเปิล เวลธ์ จำกัด(มหาชน) ผู้กว้างขวางในตลาดหลักทรัพย์ ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ปัดเอี่ยวฉ้อโกงพร้อมซัดทอดนายปริญญา จารวิจิต หนึ่งในผู้ถูกออกหมายเรียกในคดีฉ้อโกง ว่าเป็นเพียงเหยื่อและเป็นดีลเมกเกอร์ในการทำสัญญาให้กับปริญญาและนายอาร์นีเท่านั้น และนายปริญญาหลังจากมีการตกลงซื้อขายกันก็ไม่ยอมโอนหุ้นให้กับนายอาร์นี จนเป็นเหตุให้เบาะแว้งกันจนแยกตัวออกมาจากนายปริญญา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายปริญญา จารวิจิต ได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ จากสหรัฐอเมริกา ถึงประเด็นดังกล่าวว่าความจริงตนเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนนายประสิทธิ์หรือเป็นนอมินีเท่านั้น และนายประสิทธิ์จัดการเรื่องการแลกเปลี่ยนหุ้นเองทุกอย่าง โดยใช้บัญชีและใช้ชื่อของตนเป็นตัวโชว์ เหมือนที่ทำอยู่หลายๆครั้ง หลังจากทราบเรื่อง จึงทะเลาะกัน ขอลาออกและคืนหุ้นทั้งหมดให้ โดยหุ้นจำนวนกว่า400 ล้านหุ้นดังกล่าวได้ถูกโอนให้กับนายธรรมนัส พรหมเผ่า หรือผู้กองมนัส โดยการจัดการของนายประสิทธิ์
“การตกลงกับนายอาร์นีนั้น นายประสิทธิ์ได้หลอกใช้ผมเป็นนอมินีในการโอนหุ้น และใช้บัญชีผม รวมถึงใช้ชื่อผมเป็นตัวโชว์ เมื่อผมทราบเรื่องผมจึงขอลาออก และไม่ขอเกี่ยวข้องกับคนประเภทนี้อีก โดยสามารถดูบัญชีการจ่ายเงินได้ว่ามีการรับเงินไปก่อนมีการโอนหุ้นให้ผม ซึ่งก็แปลกใจว่าทำไมนายประสิทธิ์จึงไม่โดนคดีฟอกเงิน เพราะเงินเข้าบัญชีนายประสิทธิ์โดยตรง ส่วนการโอนบิทคอยน์ ดูจากคำให้การนายอาร์นีเองที่ศาลแขวงดุสิตได้เลย ว่าไม่ได้กล่าวถึงผม เป็นการตกลงทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับนายประสิทธิ์ และให้น้องชายผมเป็นคนขายให้โดยใช้บัญชีครอบครัว และนำเงินเข้าบัญชีผม เพื่อชำระค่าหุ้น โดยหลังจากโอนหุ้นคืนให้ ผมก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับคนประเภทนี้หลังจากทราบข้อเท็จจริงอีกเลย”นายปริญญากล่าว
นายปริญญากล่าวต่อว่า ถ้าดูจากข้อเท็จจริงจะเป็นไปได้อย่างไรที่มีการโอนหุ้นให้แล้วไม่จ่ายเงิน อีกทั้งในวันทำสัญญาโอนหุ้น มีการถูกล็อกไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นข้อตกลงและเป็นแผนที่จะใช้ตนเป็นนอมินี ซึ่งนายประสิทธิ์ก็ไปบอกนายอาร์นีว่าโอนหุ้นให้แล้ว และเอาหุ้นไป เป็นทั้งทั้งคนขาย คนดีล คนลงทุน คนกินเงินเอง ซึ่งถ้าหากสังเกตุจะเห็นว่า นายอาร์นีมีการโอนบิทคอยน์ให้กับทางนายประสิทธิ์โดยตรงอีก หลังจากที่มีการฟ้องร้องคดีฉ้อโกงไปแล้ว แต่ทำไมถึงโอนบิทคอยน์เพิ่มให้อีก และจนถึงวันนี้นายประสิทธิ์ก็ยังไม่โอนหุ้นให้ตามที่ตกลงกันไว้
ส่วนประเด็นที่มีการทะเลาะกันนายปริญญากล่าวว่าไม่ใช่เรื่องที่ตนไม่โอนหุ้นให้นายอาร์นี แต่ทุกคนจับได้ว่านายประสิทธิ์ไปหลอกคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้นายธรรมนัสหรือผู้กองมนัสก็ทราบข้อเท็จจริงดี เพราะนายประสิทธิ์บอกเองว่านายธรรมนัสเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้โอนหุ้นคืนตามที่เขากล่าวอ้าง
“นอกจากนี้ผมไม่เข้าใจว่าโดนฟอกเงินได้อย่างไรและเงินที่บอกว่าเอาไปทำธุรกิจซื้อขายฝากที่ดิน ซึ่งถือเป็นการฟอกเงินนั้นความจริงครอบครัวผมมีการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มา 10 ปีแล้วซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับคดีดังกล่าวเลย” นายปริญญากล่าว

