เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมการป่าไม้ ประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ “การปฏิรูปป่าไม้แห่งชาติ”โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมรับฟังกว่า 2,000 คน โดย พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมากฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้หลายฉบับกล่าวถึงคนน้อยมาก ประชาชนที่อยู่ในป่าอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ถามตนว่าแล้วพวกเขาเป็นพันธุ์อะไร เป็นพันธุ์ที่ต้องถูกออกจากป่าหรือไม่ เรื่องนี้จึงสับสนปนเปกันหมด หากประชาชนไม่ยอมรับในกฎหมาย ประเทศก็เดินไปลำบาก ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมสร้างสรรค์ เพื่อให้คนอยู่ได้สัตว์ป่าอยู่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะประมวลกฎหมายป่าไม้หลายฉบับให้อยู่ด้วยกันได้ ทั้งนี้ ความขัดแย้งจากการบังคับใช้กฎหมายเกิดขึ้นมากมายทุกรัฐบาล ที่ผ่านมาพยายามแก้ไขปัญหาคนอยู่ในป่าด้วยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งก็แก้ไขได้เฉพาะช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น จะทำอย่างไรให้งานด้านวิชาการ งานด้านกฎหมายผสมผสานกันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด และต้องมีการปฏิรูปป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีการปฏิรูปกฎหมายและสร้างเครือข่ายพี่น้องประชาชนเพื่อให้การปฏิรูปป่าไม้สำเร็จ
พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า ต้องรักษาพื้นที่ป่าที่มีอยู่กว่า 102 ล้านไร่ให้มีสภาพสมบูรณ์ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี 2580 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งนโยบายดังกล่าวต้องอาศัยเทคโนโลยี และเครือข่ายภาคประชาชน โดยครอบคลุมถึงการดูแลสัตว์ป่าและป่าชายเลนอย่างทั่วถึง ส่วนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงเรียน โรงพยายาล ซึ่งบางครั้งต้องอาศัยการก่อสร้างในพื้นที่ป่า จะต้องใช้พื้นที่ป่าให้น้อยที่สุดและกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุดด้วย นอกจากนั้นในส่วนของการบริหารจัดการไม้มีค่าหายากขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการแก้ไข มาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 โดยยกเลิกประเภทไม้หวงห้าม ได้แก่ สัก ยาง พะยูง และอื่นๆ กว่า 18 ชนิด และการออกกฎกระทรวง 3 ฉบับ ที่ออกตาม พ.ร.บ.สวนป่า 2535 ให้ประชาชนได้ทำประโยชน์จากไม้มีค่า เพื่อพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน
พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ต้นน้ำ ลุ่มน้ำชั้น 1 นั้น แต่เดิมเราคิดว่าจะไม่ให้อยู่เลย ซึ่งเวลานี้กำลังสำรวจให้เกิดความชัดเจนว่าพื้นที่ใดเป็นลุ่มน้ำชั้น 1 2 หรือ 3 อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ชาวบ้านก็อยู่กันมานานมากแล้ว ตอนนี้จึงต้องมาดูว่าพื้นที่ใดที่มีความเสี่ยง ก็ไม่ควรอยู่ เช่น ในพื้นที่ จ.น่าน ซึ่งไม่ใช่จุดที่เป็นเขาหัวโล้น แต่ก็มีปัญหาดินไหลเพราะดินอุ้มน้ำมากแล้วเกิดดินยุ่ยซึ่งเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ดังนั้นจึงต้องดูความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ด้วย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีข้อมูลในเรื่องความเสี่ยงและความลาดชันของพื้นที่อยู่แล้ว
รัฐมนตรี ทส. กล่าวว่า ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าส่วนหน้า โดยให้หัวหน้าหน่วยป่าไม้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์ ทำหน้าที่ร่วมกับทหารตำรวจในพื้นที่ คอยดูแล ลาดตระเวน ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า โดยนำร่องใน 3 จ. ภาคเหนือ คือ ลำปาง แพร่ น่าน เนื่องจากเรามีต้นน้ำข้อมูลอยู่แล้วว่าไม้หวงห้ามต่างๆ อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง และชนิดใดเป็นความต้องการของท้อตลาด จึงต้องเพิ่มความเข้มข้นในพื้นที่ดังกล่าว และเพื่อเป็นการป้องกันการนำไม้ในธรรมชาติมาสวมตอเป็นไม้ถูกต้อง หลังจากที่การแก้ไขมาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ 2584 มีผลบังคับใช้

