สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ภาคประชาชนรวม 10,000 รายชื่อหนุนร่างกม.ปฐมภูมิ

24.08.18 | 14:16 น.

นายปิ่น  นันทเสน   นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้แถลงข่าวที่รัฐสภา ถึงข้อเรียกร้องของสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และเครือข่ายสาธารณสุขปฐมภูมิ เกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. ….  โดยระบุว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560  มาตรา 133 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน สามารถเข้าชื่อกันเพื่อเสนอกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหน้าที่ของรัฐต่อสภาผู้แทนราษฎรได้  ดังนั้น วันนี้ ภาคประชาชนมากกว่า  10,000 คน     ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. …   นำโดยสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขและเครือข่ายสาธารณสุขปฐมภูมิ  เป็นตัวแทน นำมายื่นต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  โดย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะพลิกโฉมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทย ที่สำคัญ  3 ประการ คือ

ประการที่ 1) จะทำให้พลเมืองไทย จะได้รับบริการด้านสุขภาพใกล้บ้าน ที่มีมาตรฐาน  คุณภาพและทั่วถึงเท่าเทียมกันทั้งประเทศ   ทั้ง รักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค  แพทย์แผนไทย ฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการเชิงรุก เช่น การเยี่ยมบ้าน การดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มติดเตียง ติดบ้าน    การดูแลผู้ป่วยLTC    ดูแลผู้ป่วยโรเบาหวาน  โรคความดัน  เป็นต้น

ประการที่ 2) จะมีทีมบริการสุขภาพปฐมภูมิ ประกอบด้วย แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว พยาบาลวิชาชีพ  วิชาชีพสาธารณสุข   แพทย์แผนไทย ทันตาภิบาล ประจำ  และทีมสนับสนุน หมุนเวียน เช่น ทันตแพทย์  เภสัชกร  กายภาพบำบัด  ให้บริการ และทีมบริการสุขภาพปฐมภูมิ จะได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติหน้าที่ในระบบบริการปฐมภูมิได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข  และประการที่ 3) ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ได้รับทรัพยากรที่เพียงพอ ในการจัดบริการให้มีมาตรฐานและคุณภาพ

“ภาคประชาชนมากกว่า  10,000 คน  ที่ร่วมเข้าชื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้    หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะพิจารณาให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. …. ให้ตราเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้โดยเร็ว  เพื่อการปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ  ที่เป็นมิตร ใกล้ชิดและเข้าใจชุมชน สามารถทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชน เพื่อสร้างสุขภาพและแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยที่ซับซ้อนได้ ด้วยความใส่ใจในความเป็นมนุษย์

 

Advertisement

ทั้งนี้ ด้านระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย พบว่า รายจ่ายบริการสุขภาพ (ด้านรักษาพยาบาล)

ของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี 2575 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในแบบจำลองประชากรรวมอยู่ที่ 483,000 ล้านบาท ขณะที่แบบจำลองสังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะพุ่งสูงถึง 1.407 ล้านล้านบาท  ทั้งนี้ในกรณีหากรัฐบาลไม่มีมาตรการเพื่อควบคุม ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในปี 2575 จะก้าวกระโดดขึ้นไป 1,825,080  ล้านบาท โดยไม่รวมด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ทั้งยังพบปัญหาความไม่เป็นธรรมในการ เข้าถึงยา ปัญหาการใช้ยาเกินจำเป็น และปัญหาเชื้อ

โรคดื้อยา รวมถึงปัญหาโรคอุบัติใหม่  ปัญหาเรื่องการผลิตและกระจายบุคลากรแบบมีความหลากหลายและสมดุล (Skill mix) อย่างเหมาะสม  รวมถึงการสนับสนุนเรื่องการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ และการส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทขององค์กรหรือกลุ่มผู้บริโภคยังไม่เพียงพอ   ข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ  ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้า มีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ

ระบบสุขภาพของประเทศไทยหลายประการ   เช่น  การเปลี่ยนแปลงประชากรด้านโครงสร้างประเทศไทย จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  การขยายตัวของชุมชนเมืองในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น การเคลื่อนย้ายแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่มีหลักประกันสุขภาพติดตัวมาด้วย โรคอุบัติใหม่ในพืชและสัตว์ โรคติดเชื้ออุบัติซ้ำส่วนหนึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
                     

ดังนั้น ประเทศไทย จำเป็นต้องปฏิรูประบบสุขภาพ  นั่น คือปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ  ที่หมายถึง ระบบที่จัดบริการสุขภาพในระดับที่เป็น”ด่านแรกของระบบบริการสุขภาพ”  ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต.  หรือคลินิกหมอครอบครัว( PCC)   ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องร่วมกับประชาชน โดยประยุกต์ความรู้ทั้งทางด้านการแพทย์ จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ในลักษณะผสมผสานเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟูสภาพได้อย่างต่อเนื่องด้วยแนวคิดแบบองค์รวมให้แก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยมีระบบการส่งต่อและเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับองค์กรชุมชนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาความรู้ของประชาชนในการดูแลส่งเสริมสุขภาพของตน และสามารถดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยได้อย่างสมดุล  เพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มมากขึ้น จนเป็นภาระหนัก อาจทำให้ ไม่มีงบประมาณไปพัฒนาประเทศ

ตาม มาตรา ๕๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้รัฐ ต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยบริการสาธารณสุขดังกล่าวต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วย และรัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรา ๒๕๘ ให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล  ช. (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศโดยให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วน ที่เหมาะสม