พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ว่านักท่องเที่ยวถูกข่มขืนแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ และกรณีเกิดเหตุลักทรัพย์กับนักท่องเที่ยวบ่อยครั้ง ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า
ได้รับรายงานจาก ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ว่าเหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่เกาะเต่า แต่ผู้เสียหายได้มาแจ้งความที่ สภ.เกาะพะงัน เป็นกรณีผู้เสียหายแจ้งความโทรศัพท์มือถือและเงินหาย เบื้องต้นพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งว่าถูกข่มขืน ขณะนี้ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้ สภ.เกาะพะงัน และ สภ.เกาะเต่า เร่งตรวจสอบกล้อง CCTV หรือพยานหลักฐานอื่นๆ ย้อนหลัง ในบริเวณที่เกิดเหตุ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะเรียกพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายเข้ามาสอบปากคำและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงต่อไป
ในส่วนของกรณีเหตุลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะเต่า และเกาะสมุย นั้น ในวันเดียวกันนี้ เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจท่องเที่ยว, ร่วมประชุมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจิง และกำหนดมาตรการ แนวทางการป้องกัน เกี่ยวกับลักทรัพย์นักท่องเที่ยวบนรถโดยสาร และเรื่องการร้องเรียนผ่านสื่อโซเชียลว่ามีการข่มขืนนักท่องเที่ยวของพื้นที่เกาะพะงัน เกาะเต่า โดยให้เร่งรัดทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหามาตรการป้องกันเหตุ เพิ่มความเข้มในการออกป้องกันปราบปราม จุดเสี่ยง และชุดสืบสวนลงพื้นที่ทำการสืบสวนหาข่าว เกี่ยวกับกลุ่มอาชญากร หรือบุคคลเฝ้าระวัง บุคคลพ้นโทษ อีกทั้งหากมีเหตุเกิดขึ้นให้เร่งรัดติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว
รองโฆษก ตร.กล่าวต่ออีกว่า ในกรณีนักท่องเที่ยวร้องเรียนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ว่าถูกข่มขืนนั้น กำลังรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งชุดสืบสวนได้ร่วมกันบูรณาการกับตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนสอบสวน เร่งรัดติดตามคดีต่อไป และในส่วนของการร้องเรียนเหตุเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวบ่อยครั้ง ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กำลังเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรับทราบปัญหา และวางแผนการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยที่ผ่านมาในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด มีการกวดขันจับกุมคนร้ายที่ประทุษร้ายต่อทรัพย์ ป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด รวมทั้งชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย หรือเข้ามาอาศัยในราชอาณาจักรเกินระยะเวลาที่กำหนด ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการกวดขันจับกุม และผลักดันออกนอกประเทศไปแล้วจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวด และกำชับการปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรมต่อไป ในส่วนของปัญหาสถานีตำรวจและสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบ มีระยะทางไกล และใช้เวลาในการเดินทางนาน ทำให้การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอาจจะไม่ทั่วถึง ประเด็นนี้จะได้มีการแก้ไขปัญหา ให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ และความต้องการของประชาชน ให้ได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยบูรณาการการปฏิบัติร่วมกัน และกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เร่งคลี่คลายคดีดังกล่าว อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เป็นสำคัญ รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยว หรือพักอาศัยในประเทศไทย และขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนกรณีเกิดเหตุด่วน เหตุฉุกเฉิน กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สามารถแจ้งสายด่วน 1155 ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ต่อมา พ.ต.อ.กฤษณะให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในประเด็น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน ไม่รับแจ้งความกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถูกข่มขืน ขณะนี้ ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยมี พ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี รับผิดชอบ งานสืบสวนสอบสวน เป็นประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้รายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายใน 7 วัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากปรากฎข้อเท็จจริงในภายหลังว่ามีความบกพร่อง ก็จะดำเนินการทางวินัยต่อไป
รองโฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการดูแลความปลอดภัย และการให้บริการนักท่องเที่ยวนั้น เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่ง ผบ.ตร. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย อย่างจริงจัง และต่อเนื่องมาโดยตลอด เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยบูรณาการการปฏิบัติร่วมกันรวมถึงปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรม ในการรักษาความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยว หรือพักอาศัยในประเทศไทย

