เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ลานประตูท่าแพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดกิจกรรมแม่น้ำร้อยสายไหลรวมเป็นหนึ่งทุกทิศทางจากทั่วประเทศ โดยมีประชาชนทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน และจังหวัดใกล้เคียง นับ 500 คน เดินทางมาร่วมกิจกรรม “รวมพลังหัวใจสีเขียว ทวงสัญญาป่าแหว่ง” โดยมีแกนนำ อาทิ นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่าย นายชัชวาล ทองดีเลิศ นายบัณรส บัวคลี่ นายนิคม พุทธา และกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ซึ่งเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีเครือข่ายสนับสนุนจากกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่เป็นแกนนำระดับหัวกะทิของประเทศ อาทิ ด.ต.พิชิต ตามูล นายนิกร วีสเพ็ญ นายบรรจง นะแส นายภินันท์ โชติรสเศรณี นายวีรวัฒน์ ธีรประสาสน์ นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์ นายดิเรก กองเงิน และนายสุพล ฟูฟุ้ง นำกำลังเครือข่ายกลุ่มตนเองจำนวนมากเดินทางมาร่วมชุมนุม
จากนั้นเวลา 10.30 น. นายจำเหลาะ สมจิตต์ ปราชญ์ล้านนา ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอุดมการณ์ นางนลี อินทรนันท์ หรือครูเบลล่า เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ เรื่อง ขอให้รัฐบาลเร่งรัดให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการตามข้อตกลง ระบุว่า เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดชุมนุมประชาชนในครั้งนี้ เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการแก้ปัญหาตามที่มีข้อตกลงกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2561 ซึ่งเวลาผ่านมาเกือบ 4 เดือนยังไม่มีผลชัดเจน ทั้งยังส่อว่าข้อตกลงบางข้อไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
“การที่กรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) มีมติให้ย้ายที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 กับบ้านพักไปยังจังหวัดเชียงราย เป็นความคืบหน้าสำคัญหนึ่ง ซึ่งสมควรจะทำให้สถานการณ์เป็นไปในทางที่ดี แต่กลับนำมาซึ่งความอึมครึมยิ่งกว่าเดิม มีข่าวว่าอาจมีหน่วยงานอื่นเข้าไปใช้พื้นที่บ้านพักและอาคารชุดแทน ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการเข้าสวมแทน เครือข่ายจึงชุมนุมทำพิธีสาปแช่งผู้ที่จะเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่บ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุดที่กันแนวเขตไว้ และขอให้รัฐบาลเร่งประสานงานกับสำนักงานเลขาธิการศาลยุติธรรม เพื่อย้ายผู้เข้าพักอาศัยในอาคารชุด 9 หลังลงมาอยู่ในอาคารชุดบนพื้นราบนอกเขตที่รัฐบาลประกาศมิให้มีผู้อยู่อาศัยเพื่อจะสามารถดำเนินการฟื้นฟูภาพสิ่งแวดล้อมต่อไป
เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าและประชาชนที่ร่วมชุมนุม ขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาข้อตกลงและเร่งรัดให้มีการคืนพื้นที่บ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลังให้กรมธนารักษ์โดยเร็ว และไม่ให้มีผู้ใดอยู่อาศัยหรือเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมขอให้เร่งพิจารณาตัดสินใจ ข้อเสนอให้รื้อย้ายบ้านพักและอาคารชุดที่คณะกรรมการแก้ปัญหาระดับจังหวัดได้มีมติเสนอไปโดยเร็วที่สุด” นางนลีกล่าว และว่า
ขณะนี้ ก.บ.ศ.มีมติย้ายที่ทำการและบ้านพักไปแล้ว อีกทั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มีมติและดำเนินการตามที่มอบหมายครบถ้วน เหลือเพียงการตัดสินใจของรัฐบาลเท่านั้น โปรดอย่าให้ยืดเยื้อล่าช้าออกไปอีกเลย รัฐบาลต้องเร่งตัดสินใจรื้อย้ายอาคารบ้านพักส่วนที่ล้ำเข้าไปในแนวป่าเชิงดอยสุเทพตามที่กันแนวไว้โดยเร็ว เพราะยิ่งยืดเยื้อปมปัญหานี้อาจยกระดับกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงในอนาคตอันใกล้
จากนั้นนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ แกนนำจุดไฟประกอบพิธีตามประเพณีล้านนา “เผาพริกเผาเกลือ” และวางดอกไม้จันทน์เผาบ้านพักตุลาการจำลอง เพื่อสาปแช่งกลุ่มบุคคลที่ไม่ยอมรับมติคณะกรรมการระดับจังหวัด ท่ามกลางเสียงตะโกนสาปแช่งของผู้เข้าร่วมชุมนุมว่า ต้องรื้อ หรือเต ขว้าง เท่านั้น พร้อมประกาศจะออกมาร่วมชุมนุม หากเรื่องที่เสนอไปยังรัฐบาลหายเงียบไป
ด.ต.พิชิต ตามูล กล่าวว่า ทางออกมีเยอะแยะ ที่ดินแปลง 1723 มีเกือบ 20,000 ไร่ แบ่งมาปลูกบ้าน 45 หลัง เนื้อที่ 1 ไร่ได้สบายๆ ใกล้สุดก็ลานเนินนุ่มของกองพันสัตว์ต่าง เนื้อที่กว่า 50 ไร่ ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์นอกจากให้นักท่องเที่ยวจีนมาถ่ายรูปพรีเวตดิ้งเท่านั้น ฝากรัฐบาลช่วยคิดและทำให้ชัดเจนเพราะทางออกฎหมายมีมากมาย พ.ศ.2504
พระมหาบุญช่วย เลขาธิการเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ กล่าวว่า พระสงฆ์เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพราะเป็นการร่วมปกป้องผืนป่าที่ตั้งของดอยสำคัญ ไม่ควรมีการนำสิ่งปลูกสร้างใดๆ เข้าไปรุกล้ำถือเป็นการกระทำไม่เหมาะสม เพราะดอยสุเทพเป็นชัยภูมิที่ดีที่สำคัญในการสร้างเมืองเชียงใหม่ มีพระบรมธาตุดอยสุเทพ มีความชัดเจนในเรื่องคุณค่าทางจิตใจและจิตวิญญาณ ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมของคนเชียงใหม่แต่เป็นของทุกคน ดังนั้น ไม่ว่าหน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือประชาชน จะสร้างหรือทำอะไรควรถามคนเชียงใหม่ก่อนมาพูดคุยกัน แต่หากใช้อำนาจกฎหมาย หรือเงินแม้จะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ฟังเสียงประชาชน จะเกิดความขัดแย้ง อยู่ร่วมกันลำบาก ทางออกไม่ยากเลย เพราะเงินที่ลงทุนสร้างอาคารในป่าศักดิ์สิทธิ์เป็นเงินภาษีราษฎร และคนเชียงใหม่พร้อมและไม่มีปัญหาอะไรที่จะทุบทิ้ง เพื่อไปหาพื้นที่เหมาะสมในการสร้างใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวที “เต ขว้าง” มีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการแสดงดนตรี ซอพื้นเมือง นิทรรศการป่าแหว่ง การแสดงศิลปะล้อเลียนของกลุ่มเยาวชน การเขียนแสดงความในใจต่อการก่อสร้างบ้านพักตุลาการลงบนผืนผ้าและกระดาษด้วยข้อความต่างๆ กระทั่งเวลา 12.30 น. ทั้งหมดจึงสลายตัวไปอย่างสงบโดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นาย ได้ตรวจยึด “บอกไฟช้างฮ้อง” หรือพลุตะไลที่ใช้สำหรับจุดในงานศพ ซึ่งจะมีเสียงดังและประกายไฟ ที่กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ส่วนแยก) ซึ่งมีนายศิริพงษ์ นำภา ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ บุญประเสริฐ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ ศรีประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ใช้เป็นจุดบัญชาการ บริเวณชั้น 3 ร้านกาแฟชื่อดังข้างลานประตูท่าแพ เพื่อนำมาตรวจสอบ โดยไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ

