กลับมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งสำหรับกรณีชุมชนป้อมมหากาฬ ซึ่ง กทม.ขีดเส้นตายให้ย้ายออกภายใน 30 เมษายนนี้ หลังจากยืดเยื้อมายาวนานถึง 24 ปี เพื่อสร้างสวนสาธารณะอันเป็นโครงการที่ผุดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน หวังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพมหานคร ในขณะที่ชาวบ้านและนักวิชาการหลากสาขาร่วมคัดค้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมายาวนาน เช่นเดียวกับชุมชนอีกหลายแห่งในเกาะรัตนโกสินทร์
เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนเก่าแก่มาแต่โบราณในย่านพระนครจึงได้รับความสนใจอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้
ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่าเกาะรัตนโกสินทร์ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบในลักษณะเกาะ คือมีขอบเขตอยู่ภายในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาทางตะวันตกกับคลองหลอดหรือคลองคูเมืองเดิม โดยแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่ เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน ซึ่งล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองคูเมืองเดิม มีพื้นที่ประมาณ 1,125 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทั้งวังและวัดหลวง บ้านเรือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
ส่วนเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นนอก ล้อมรอบด้วยคลองคูเมืองเดิม แม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศเหนือ คลองรอบกรุง (คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง) แม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ มีพื้นที่ราว 1,438 ไร่ เป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารและข้าราชการชั้นผู้น้อย ตลอดจนชาวบ้านที่พากันจับจองเพื่อตั้งบ้านเรือน จนกลายเป็นชุมชนมากมายที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น ในกำแพงเมือง
มีชาวเขมรอยู่ริมคลองรอบกรุงเยื้องปากคลองหลอด ชาวมอญอยู่แถบสะพานมอญ ชาวมลายูอยู่แถบหน้าวัดชนะสงครามและริมคลองหลอด เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่ตั้งหลักแหล่งในย่านต่างๆ ที่สัมพันธ์กับอาชีพและการงาน ซึ่ง ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ระบุว่า คนกรุงเทพฯมีร้อยพ่อพันแม่ เพราะมีชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาตั้งหลักแหล่งในย่านที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและการงานที่คล้ายคลึงกัน
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดชื่อเรียกชุมชนตามอาชีพ เช่น บ้านช่างทอง ชุมชนทำทองคำเปลว ตั้งอยู่ข้างวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่ง ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักวิชาการผู้ค้นคว้าชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯอย่างลึกซึ้งกล่าวว่า ปัจจุบันแม้ไม่ปรากฏชื่อชุมชนนี้ แต่มีหลักฐานที่หลงเหลืออยู่คือชื่อ ถนนตีทอง ซึ่งเรียกตามกรรมวิธีทำทองคำเปลว ที่ต้องตีทองคำให้เป็นแผ่นบางๆ

ชุมชนบ้านบาตร เป็นหมู่บ้านทำบาตรพระตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ข้างวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ปราณี กล่ำส้ม นักวิชาการซึ่งศึกษาเรื่องย่านเก่าในกรุงเทพฯ ระบุว่า จากปากคำของชาวบ้านและข้อมูลที่มีผู้ศึกษาไว้ เข้าใจว่าเดิมเป็นชาวกรุงศรีอยุธยาที่ย้ายมาตั้งรกรากหลังกรุงแตก ส่วนข้อมูลอีกชุดหนึ่งบอกว่า ชุมชนบ้านบาตรเดิมเป็นชาวเขมรที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยรัชกาลที่ 3
ในอดีตเกือบทั้งหมดมีอาชีพทำบาตร ส่งขายในจังหวัดต่างๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา อินเดีย และศรีลังกา ทุกวันนี้แม้จะไม่เฟื่องฟูเหมือนในอดีต แต่ยังมีช่างฝีมือที่สืบทอดการทำบาตรมาจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่เที่ยวของคนไทยและชาวต่างชาติ
บ้านดอกไม้ หมู่บ้านทำดอกไม้ไฟ ตะไล พลุ ตั้งอยู่ริมคลองโอ่งอ่าง หลังวัดสระเกศฯ มีหลักฐานเก่าแก่ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 1 หากมีงานใหญ่ในพระนครต้องสั่งดอกไม้ไฟจากที่นี่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีดอกไม้ไฟจากจีนและญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่าย อีกทั้งเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว ทำให้มีคนตายเกือบ 10 ราย บ้านเรือนเสียหายมากมาย การทำดอกไม้ไฟในชุมชนจึงลดลงจนแทบไม่เหลือ
นอกจากนี้ยังมี บ้านสาย ชุมชนถักทอสายรัดประคด หรือสายรัดเอวสำหรับพระสงฆ์ รวมถึงถุงตะเคียวสำหรับหุ้มบาตรพระ ซึ่งในอดีตทำกันเป็นล่ำเป็นสันด้วยฝีมืออันประณีต กระทั่งค่อยๆ ลดความนิยมลงไปหลังจากมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตออกมาจำหน่ายได้คราวละมากๆ และราคาถูกกว่า ปัจจุบันจึงเหลือเพียงตำนานที่กล่าวขานถึงชุมชนดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามวัดเทพธิดาราม ติดกับพื้นที่ของชุมชนป้อมมหากาฬในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเรียกว่า “ตรอกพระยาเพ็ชร์” ที่ตั้งวิกลิเกแห่งแรกของกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระยาเพ็ชรปาณี มีหลักฐานทั้งเอกสารโบราณและภาพถ่ายเก่า โดยมีเรือนไม้โบราณเป็นพยานหลักฐานถึงการมีอยู่ของชุมชนเก่าแก่หลังกำแพงป้อมมหากาฬอีกด้วย ไม่ว่าจะถูกเรียกหรือบันทึกด้วยชื่ออื่นใดก็ตาม

สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ด้านประวัติศาสตร์ในเครือ “มติชน” กล่าวว่า ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นชื่อที่ถูกเรียกใหม่เพื่อให้เข้าใจและจดจำง่ายเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ เพราะคนทั่วไปรู้จักป้อมมหากาฬซึ่งเป็นจุดสังเกตที่โดดเด่นในเกาะรัตนโกสินทร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนใหม่
“ไม่แปลกถ้าหาชื่อชุมชนป้อมมหากาฬไม่พบในเอกสารโบราณ เพราะเพิ่งเรียกกันเมื่อไม่นานมานี้ จะโดยสื่อมวลชนหรือใครก็แล้วแต่ เพื่อให้เข้าใจง่าย แต่ชุมชนเขาอยู่มาเก่าแก่ สมัยรัชกาลที่ 5 เรียกตรอกพระยาเพ็ชร มีวิกลิเกแห่งแรกในกรุงเทพฯของพระยาเพ็ชรปาณี เขยิบไปนิดเดียวเป็นบ้านสาย ชุมชนทำสายรัดประคด ย่านนั้นมีชุมชนอยู่มาตั้งแต่โบราณแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าที่ไปๆ มาๆ มันเป็นธรรมชาติของชุมชนในลักษณะนี้ เก่าไปใหม่มา แต่ตัวชุมชนไม่เคยร้าง มีคนอยู่อาศัยตลอด ปัญหาความไม่มีจิตสำนึกต้องโทษว่าเกิดจากการศึกษาไทย ไม่มีประวัติศาสตร์สังคม” สุจิตต์กล่าว
ด้าน ธวัชชัย มหาวรคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ ยืนยันว่าตระกูลของตนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่รุ่นทวด รวมแล้ว 111 ปี ถือเป็นคนดั้งเดิมที่ตั้งรกรากที่นี่มานานกว่า 1 ศตวรรษ และครอบครัวอื่นๆ อีกหลายครอบครัวก็อยู่ในชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยมีอาชีพทำกรงนกเขาอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อมาถึง 3 ชั่วอายุคน กระทั่งเมื่อ พ.ศ.2546 ส่วนหนึ่งต้องย้ายออกไป เพราะ กทม.ต้องการใช้พื้นที่ทำสวนสาธารณะ
พิมพ์ศิริ สุวรรณนาคร ประธานชุมชนตรอกบ้านพานถม ซึ่งทำเครื่องถมมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า ตนไปมาหาสู่กับชาวป้อมมหากาฬมาตั้งแต่เด็ก เห็นเรือนไม้เก่าสวยงามที่สมควรอนุรักษ์ หาก กทม.จะสร้างสวนสาธารณะจริงๆ ก็ควรให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลสวน โดยไม่ต้องย้ายออก เพราะปัจจุบันชุมชนแห่งนี้ยังมีชีวิต มีกิจกรรมร่วมกับชุมชนอื่นๆ ในเกาะรัตนโกสินทร์อยู่ตลอด

ทำนุ เหล็งขยัน ชาวชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินในซอยดำเนินกลางเหนือ ถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมที่ย้ายมาจากปัตตานีในสมัยรัชกาลที่ 6 กล่าวว่า ปัจจุบันชุมชนของตนยังมีคนเฒ่าคนแก่ที่ย้ายมาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ร่วมกันทั้งชาวมุสลิมและชาวพุทธ
ทำนุมองว่า ชุมชนป้อมมหากาฬไม่ควรต้องถูกรื้อ เพราะมีครบทุกอย่าง ทั้งต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น โบราณสถานคือป้อมสมัยรัชกาลที่ 1 และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่พยายามอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ทั้งยังตั้งใจจะพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย จึงมองไม่เห็นว่าหากรื้อแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรที่คุ้มค่า
นี่คือเรื่องราวของชุมชนเก่าในเกาะรัตนโกสินทร์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมอันเต็มไปด้วยสีสัน

