ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั่งเฮลิคอปเตอร์ลงพื้นที่เกาะพะงัน เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกับพนักงานสอบสวนที่เพจดังอ้างคำพูดจากแหม่มสาวชาวอังกฤษว่า พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความเรื่องถูกมอมยาข่มขืน แต่รับแจ้งความทรัพย์สินสูญหายเท่านั้น ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบผลภายใน 7 วัน
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 11.30 น. พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 4 (ผบ.บชร.4) พ.ต.ท.ฐนพงศ์ หมกทอง รองผกก.ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั่งเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกจากพื้นที่เกาะเต่าเดินทางมาลงที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเรียกพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน มาสอบถามข้อเท็จจริงจากที่เพจดังกล่าวอ้างคำพูดจากแแหม่มสาวชาวอังกฤษว่า พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความเรื่องถูกมอมยาข่มขืน แต่รับแจ้งความทรัพย์สินสูญหายเท่านั้น

โดย พ.ต.ท.สมศักดิ์ หนูรอด รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เกาะพะงัน ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน และ ร.ต.อ.กฤษฎา ทองสกุล รองสารวัตร(สอบสวน) เจ้าของคดีที่รับแจ้งความจาก น.ส.อีสเบลอายุ 19 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ ในวันที่ 27 มิ.ย.2561 โดยพนักงานสอบสวนได้ยืนยันว่า น.ส.อีสเบลมากับเพื่อนชาย 1 คน มาแจ้งความทรัพย์สินสูญหายที่เกาะเต่ามีโทรศัพท์มือถือไอโฟน 7 พลัส เงินสด 3,000 บาท และบัตรเดบิต 4 ใบเท่านั้น ไม่มีการแจ้งความในเรื่องของการถูกมอมยาข่มขืนแต่อย่างใด
ทางด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จากการสอบถามพนักงานสอบสวนทุกนายก็ยืนยันว่าตามวันเวลาที่มาแจ้งนั้นมีมาด้วยกัน 2 คนคือ น.ส.อีสเบล นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ กับเพื่อนชายชาวต่างชาติ มาแจ้งตามปรากฏข้อความประจำวันเพื่อนำไปเคลมบริษัทประกันเท่านั้น โดยไม่ได้แจ้งเรื่องว่ามีเหตุเกิดขึ้นที่เกาะเต่าว่าถูกข่มขืนหรือไม่อย่างไร และนักท่องเที่ยวเป็นคนลงลายมือชื่อผู้แจ้งด้วยตัวเอง ส่วนกล้องวงจรปิดไม่ได้มีการเสียหรือชำรุด แต่ที่ตรวจไม่พบเพราะเลยเวลาที่กล้องบันทึกไว้ได้เพียง 7 วัน ซึ่งตำรวจทราบเรื่องนี้เกิน 7 วันไปแล้ว เหตุเกิดวันที่ 26 มิถุนายน 2561 แต่ว่าเพื่อนชายชื่อนายมาติน มาแจ้งเรื่องวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 หลังจากที่นักท่องเที่ยวกลับประเทศไปแล้ว

เกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องการรับแจ้งความเรื่องการข่มขืนหรือไม่ ก็ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบเรื่องภายใน 7 วัน ว่าพนักงานสอบสวนมีเจตนาไม่รับแจ้งความหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่รับแจ้งจริงก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญาและผิดวินัย นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่ามีเหตุเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าในพื้นที่ที่ได้กล่าวอ้าง ถ้ามีเหตุเกิดขึ้นจริงก็ให้ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน
แต่ถ้าไม่พบความผิดหรือความจริงตามผู้เสียหายแจ้งมา ทางตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบติดตามและเก็บข้อมูลเอาไว้ทั้งหมด เพื่อหารือผู้บังคับบัญชาพิจารณาจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป ในเบื้องต้นมีความเห็นว่าต้องดำเนินการตามกฎหมายถ้ามีเจตนาเป็นอย่างอื่นที่ไม่สุจริตต่อชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะเต่า


