เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นางสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ของคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ว่า วิป สนช. ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ ของ คพ. ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญคือให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องรวบรวมละขนส่งซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้วไปกำจัดให้ถูกต้อง รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์รับขยะอิเล็กทรอนิกส์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้ว ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ทาง คพ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ กลับไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อ ครม.พิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากร่างที่ วิป.สนช.พิจารณาแล้วเสร็จมีการเปลี่ยนแปลงบางถ้อยคำจากร่างเดิม จึงต้องให้ ครม.พิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม หลัง ครม.พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วจึงจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ต่อไป

นางสุวรรณากล่าวอีกว่า หาก สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวภายในปีนี้ ก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2562 เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่าให้มีผลบังคับใช้หลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 1 ปี โดยในระยะเวลา 1 ปีก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้นั้น ตนมองว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ถึงแม้ภาคเอกชนจะขอขยายระยะเวลาเป็น 2 ปีก็ตาม เพราะเรื่องนี้มีการพิจารณามาตั้งแต่ปี 2557 มีการพิจารณารับฟังความเห็นหลายครั้ง และภาคเอกชนก็ทราบมาล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นและต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะครอบคลุมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ 5 ประเภท ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังเปิดช่องให้เพิ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือโซลาร์เซลล์ เป็นต้น ทั้งนี้ จากข้อมูลปี 2560 พบว่าประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้น 618,749 ตัน แต่มีการกำจัดถูกวิธีเพียงร้อยละ 9.8 หรือคิดเป็น 6,019 ตันเท่านั้น

