ปลดล็อก ‘ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์’ ช่วยคนไข้บัตรทอง

28.08.18 | 12:07 น.

การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cell Transplantation : HSCT) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมาตรฐานในผู้ป่วยรายที่มีข้อบ่งชี้ ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง เข้าถึงการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว สำนักงานหลักประกันสุขภาพ
แห่งชาติ (สปสช.) จึงได้บรรจุสิทธิประโยชน์การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามแนวทางราชวิทยาลัยแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง

นพ.จักรกริช โง้วศิริ

นพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. บรรจุสิทธิประโยชน์การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 มีผู้ป่วยเข้ารับบริการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี
ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแล้วรวม 387 ราย เป็นผู้ป่วยเด็ก 73 ราย และผู้ป่วยผู้ใหญ่ 314 ราย สำหรับในปีงบประมาณ 2561 สปสช.ตั้งเป้าให้บริการ 62 ราย และหน่วยบริการได้ให้การรักษาแก่ผู้ป่วยแล้ว ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2561 รวม 29 ราย เป็นผู้ใหญ่ 23 ราย เด็ก 6 ราย

นพ.จักรกริช กล่าวว่า ขณะนี้การให้บริการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนการให้บริการ 8 แห่ง ได้แก่ รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.สงขลานครินทร์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก และ รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น โดยการสนับสนุนงบประมาณเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และแนวทางที่กำหนด รายละ 8 แสนบาท โดยค่าชดเชยการรักษาพยาบาลดังกล่าว ประกอบด้วย ค่า HLA Matching ค่าทำการปลูกถ่ายไขกระดูก ค่ายากดภูมิคุ้มกัน เคมีบำบัด รังสีรักษา ค่ายารักษาโรคติดเชื้อหรืออาการแทรกซ้อนในระหว่างการดูแลผู้ป่วย รวมถึงค่าติดตามดูแลผู้ป่วยเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่มีการจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล

“โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคค่าใช้จ่ายสูง ในอดีตมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิตด้วยข้อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษา ภายหลังจากการแพทย์ที่พัฒนาก้าวหน้า ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้หายขาดได้โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต แต่ยังคงมีอุปสรรคค่าใช้จ่ายการรักษาที่แพงมาก และด้วยผลการรักษาผู้ป่วยที่คุ้มค่า บอร์ด สปสช.จึงได้บรรจุการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นสิทธิประโยชน์ภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้ผู้ป่วยร่วม 400 ราย ได้รับการรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนและผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”Ž นพ.จักรกริชกล่าว

ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา

อย่างไรก็ตาม ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา อดีตนายกสมาคมโลหิตวิทยานานาชาติ อดีตนายกสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย และอดีตหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี กล่าวถึงการผลักดันสิทธิประโยชน์การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในระบบบัตรทอง ว่า ในอดีต สปสช.มีแนวคิดที่จะทำเป็นโครงการนำร่องการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตให้กับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานโครงการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ รพ.รามาฯ เมื่อราว 20 ปี
ได้มีโอกาสร่วมประชุมเพื่อกำหนดเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ตั้งแต่ต้น เช่น ควรให้แก่ผู้ป่วยในกรณีใดบ้าง และควรมีข้อบ่งชี้อย่างไรบ้าง

Advertisement

ศ.พญ.แสงสุรีย์ กล่าวว่า ในอดีตการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตยังไม่ได้รับการบรรจุลงในชุดสิทธิประโยชน์ผู้ป่วยบัตรทอง เป็นเพียงโครงการนำร่อง โดยในช่วงแรกนั้น สปสช.ได้จำกัดจำนวนการรักษา 20-30 ราย เท่านั้น แต่จากนั้นมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ กระทั่ง สปสช.ได้ผลักดันเป็นชุดสิทธิประโยชน์ แต่ก็ยังมีการจำกัดเพดานจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เพิ่มจำนวนให้มากขึ้น

“ตามหลักคือ เมื่อกลายเป็นชุดสิทธิประโยชน์แล้ว คนไข้ทุกคนก็ควรจะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน แต่สิทธิประโยชน์ในเรื่องนี้กลับยังมีการจำกัดจำนวนคนไข้อยู่ เช่น ให้ได้ 60-70 รายต่อปี
ส่วนตัวคิดว่าถ้าได้รับบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์แล้ว ก็ไม่ควรได้รับการจำกัดจำนวนการรักษา แต่ก็เข้าใจว่าการรักษาใช้งบประมาณสูง เฉลี่ยแล้วรายละ 8 แสนบาท จึงจำเป็นต้องมีการจำกัดอยู่
จึงหวังว่าในอนาคต สปสช.จะให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นได้โดยไม่มีการจำกัดจำนวนคนŽ” ศ.พญ.แสงสุรีย์กล่าว

นอกจากนี้ ศ.พญ.แสงสุรีย์ กล่าวถึงสถานการณ์ของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาวว่า ปัจจุบัน ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาวเข้าถึงการรักษามากขึ้นกว่าในอดีต แต่ก็ยังมีประเด็นเรื่องของความครอบคลุม เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีหลายประเภท และแต่ละประเภทแบ่งออกเป็นหลายชนิด โดยมีหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับ B-cell ซึ่งปัจจุบันมียาที่จะเข้าไปทำลาย B-cell โดยตรงแล้ว และ สปสช.กับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็ได้อนุมัติให้ผู้ป่วยใช้ยาชนิดดังกล่าวได้ แต่ประเด็นคือ ใช้ได้เฉพาะกับชนิดเดียวเท่านั้น ซึ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิดก็มี B-cell อยู่ด้วยเช่นกัน แต่การให้ยากลับยังไม่ครอบคลุมมะเร็งเหล่านั้น


“ในโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยานั้น พบว่าสิทธิประโยชน์ในหลายโรคของ สปสช.ดีกว่าของประกันสังคม ยกตัวอย่าง คนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (Chronic Myeloid Leukemia) ในอดีตการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คนไข้หายขาดได้ แต่นับจากปี 2544-2545 เป็นต้นมา พบว่ามียาที่ใช้ได้ดีมาก จากเดิมที่คนไข้จะอยู่ได้ราว 7-8 ปี หากได้รับยาตัวนี้จะอยู่ได้ถึง 30 ปี แต่ยาในกลุ่มนี้ค่อนข้างมีราคาแพง ซึ่งได้ผลักดันจนมีโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ (GIPAP) ขึ้น และทำให้ผู้ป่วยบัตรทองได้รับยานี้ทั้ง 400 มิลลิกรัม (มก.) 600 มก. และ 800 มก. ตามระดับความรุนแรงของโรค ซึ่งเทียบแล้วดีกว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่ให้เพียง 400 มก. และประกันสังคมที่เพิ่งให้สิทธิในปี 2555 ทั้งที่ยาเข้าสู่บัญชี จ.2 ตั้งแต่ปี 2551 โดยให้เพียง 400 มก.เท่านั้น”Ž ศ.พญ.แสงสุรีย์กล่าว และว่า แต่เป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ได้มีการปรับปรุงข้อบ่งชี้เมื่อต้นปีนี้ ทำให้ผู้ป่วยทั้ง 3 สิทธิ สามารถได้รับยาทั้ง 3 ขนาดแล้ว

ศ.พญ.แสงสุรีย์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาอีกอย่างของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตคือ การหาผู้บริจาคที่เหมาะสม เนื่องจากพี่น้องพ่อแม่เดียวกันมีโอกาสที่จะมีเนื้อเยื่อ (HLA) เข้ากันได้มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องหาผู้บริจาคจากแหล่งอื่น ซึ่งศูนย์บริการโลหิตสภากาชาดไทย มีบริการหาผู้บริจาคที่เหมาะสมได้ ขณะนี้ สปสช.อนุมัติให้ทำได้เฉพาะผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น แต่ในอนาคตหวังว่า สปสช.จะขยายให้ทำได้ในกรณีที่ไม่ใช่พี่น้องกันได้ (Matched Unrelated Donor : MUD)

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง

ทางด้าน ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็ก สาขาโลหิตวิทยาและโรคมะเร็ง ภาควิชากุมารศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ ในฐานะคณะทำงาน สปสช. ที่ออกแบบสิทธิประโยชน์มะเร็งโลหิตวิทยาในเด็ก กล่าวว่าปัจจุบันสถานการณ์ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเด็กเฉลี่ยแล้วพบถึงปีละ 600 คน และมีถึง 200 คน ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการปลูกถ่ายเม็ดเลือด หรือการทำสเต็มเซลล์ไขกระดูก แต่สำหรับผู้ป่วยในสิทธิประโยชน์บัตรทองนั้น ยังไม่สามารถครอบคลุมการรักษาได้ทั้งหมด เนื่องจากมีกฎระเบียบระบุว่าจะสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้จากผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องตามสายเลือดเท่านั้น

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า แต่เดิมนั้นการปลูกถ่ายเม็ดเลือดในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไม่อาจรักษาให้หายได้ด้วยเคมีบำบัด แต่ต้องรักษาต่อยอดด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่ง สปสช.มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคดังกล่าว โดยสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้เฉพาะกับพี่น้องที่มีเซลล์ตรงกันเท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงแล้วโอกาสที่เซลล์จะสอดคล้องกับทั้งผู้บริจาคและผู้รับซึ่งเป็นพี่น้องกันนั้นมีเพียงร้อยละ 25 และเซลล์ของพ่อและแม่ไม่มีทางตรงกันอยู่แล้ว


“อย่างไรก็ตาม การพัฒนาขีดความสามารถในการรักษาปัจจุบัน พบว่าแพทย์สามารถค้นหาเซลล์ในพ่อแม่เพื่อปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้กับลูกที่ป่วยได้ แต่ต้องยอมรับว่าสิทธิประโยชน์นี้ยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นไป เนื่องจากยังมีข้อติดขัดด้านงบประมาณ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่จะขอการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคของสภากาชาดไทยก็ยังไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะยังติดขัดเรื่องงบประมาณ แต่ถือว่าในระยะ 10 ปี มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์มากขึ้น เพราะแต่เดิมสิทธิ สปสช.ไม่สามารถทำการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้เลย ล่าสุดให้รักษาได้ แต่ต้องได้รับไขกระดูกจากพี่น้องร่วมสายเลือด ขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อประสานงานไปยังสภากาชาดไทยในการขอรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีการพิจารณาเป็นอย่างไร”Ž ศ.นพ.สุรเดช กล่าว

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยรายแรกที่ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน แต่สำหรับสิทธิประโยชน์ในการรักษาของ สปสช. หรือบัตรทองนั้น เพิ่งเริ่มมาประมาณ 10 ปี และมีเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายเสต็มเซลล์ไปแล้วราว 300 คน ถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับจำนวนผู้ป่วยในเด็ก เพราะปัจจุบันยังคงมีผู้ป่วยในเด็กจำนวนมากที่รอการปลูกถ่าย ซึ่งบางส่วนก็เป็นการปลูกถ่ายผ่านการบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาล
ซึ่งต้องยอมรับว่าเงินบริจาคมีมากกว่างบประมาณที่ สปสช.ให้มา

ในเมื่อผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในเด็กมีความจำเป็นต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ดังนั้น แผนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมมากกว่าเดิมจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องพิจารณา ซึ่งต้องดูว่าคุ้มค่าหรือไม่ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมประชุมกันเพื่อหาประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย