เครือข่ายผู้หญิงห่วงขยายอายุเด็กรับ ‘วัคซีนมะเร็งปากมดลูก’

29.08.18 | 17:12 น.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่สำนักงานสถาบันวัคซีนแห่งชาติ(องค์การมหาชน) เครือข่ายผู้หญิงในระบบหลักประกันสุขภาพมาตรฐานเดียว พร้อมองค์กรภาคีเครือข่ายที่ทำงานในประเด็นผู้หญิงกว่า 10 เครือข่าย นำโดย น.ส.สุภัทรา นาคะผิว นางอรกัลยา พุ่มพึ่ง แกนนำเครือข่ายผู้หญิงในระบบหลักประกันสุขภาพมาตรฐานเดียว เข้ายื่นหนังสือแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาและการให้บริการด้านวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) โดยมี นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นผู้รับหนังสือ

น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า ทางเครือข่ายฯ ขอแสดงความชื่นชม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ที่สนับสนุนการจัดหาวัคซีนให้แก่ เด็กอายุ 10-12 ปี ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีความต้องการทั้งหมด 4.3 แสนโดส แม้ว่าจะเคยมีประเด็นซื้อที่แพงกว่าประเทศอื่น แต่ทั้งนี้ที่มาในวันนี้ เนื่องจากมีความกังวล จากการที่คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ได้มีมติสำคัญต่อการวางแผนจัดหาวัคซีนให้กับเยาวชนรอบใหม่ ใน 3 ประเด็น คือ 1.มติขยายช่วงอายุการเข้าถึงวัคซีนเป็น 18 ปี ซึ่งมีความกังวลว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพดีในเด็กที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ แล้วจะมีการคัดกรองอย่างไรว่าเด็กยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เด็กที่ไหนจะบอกซึ่งเป็นสิทธิของเด็กว่าจะบอกหรือไม่ และอันเก่าก็ยังให้ไม่ครบโดส จะขยายได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นการเอื้อบริษัทวัคซีนหรือไม่ ยังไม่ขยายได้หรือไม่

2 .ให้หน่วยงานท้องถิ่นที่มีศักยภาพจัดหาวัคซีนเองได้ สามารถจัดหาวัคซีนมาให้บริการเยาวชนได้เอง แต่หากท้องถิ่นมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือด้านอื่นๆ ก็ให้ผู้ปกครองร่วมจ่ายเงินซื้อวัคซีนได้ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับประเด็นร่วมจ่าย เพราะนี่คือสิทธิประโยชน์พื้นฐาน เพราะงบประมาณของท้องถิ่นก็มาจากภาษีประชาชนอยู่แล้ว อีกทั้งการจัดซื้อเองจะมีราคาแพง มากกว่าการจัดหาซื้อรวมกันทั้งประเทศ และ 3. วัคซีนที่ใช้สามารถลดความเสี่ยงการเกิดวัคซีนปากมดลูกได้เพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น ทั้งที่วัคซีนป้องกันปากมดลูกมีถึง 4 สายพันธุ์แต่กลับไม่เลือกใช้ ซึ่งยังไม่มีการลงไปให้ความรู้ในชุมชนทำให้ชุมชนเข้าใจว่าครอบคลุมทุกสายพันธ์ดังนั้นต้องมาการสื่อสารกับชุมชนว่าหลังจกฉีด 2 เข็มแล้ว ต้องตรวจมะเร็งซ้ำอีกใน 10 ปี อย่างไรก็ตามขณะนี้ตัวเลขการคัดกรองต่ำมาก โดยเฉพาะในเขตเมือง ควรให้ความสำคัญในเรื่องการรณรงค์ให้ผู้หญิงเข้าสู่ระบบการคัดกรองมากกว่าในอดีต โดยการทำงานร่วมกับเป็นภาคีเครือข่าย โดยการดึงเอาภาคประชาสังคม ชุมชุม เครือข่ายที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นผู้หญิงเข้าร่วม ซึ่งทางเครือข่ายจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเพราะมีความเกี่ยวพันกับงบประมาณและการเสียชีวิตของผู้หญิง ดังนั้นการป้องกันต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ขาดข้อมูลจนทำให้มีผลกับงบประมา

นพ.จรุง กล่าวว่า การให้วัคซีนขั้นพื้นฐานนั้นจะเป็นความรับผิดชอบของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ทางสถาบันมีหน้าที่สนับสนุนประสานงานในการวิจัย การผลิต และการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งขณะนี้วัคซีนมีราคาแพง ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยพยายามคิดค้น พยายามติดตามสายพันธุ์คาดว่าอีก 3 ปี ข้างหน้าไทยจะสามารถผลิตวัคซีนเองได้ เพื่อให้ขยายไปในวงกว้างและสถาบันฯทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติดีใจที่ประชาชนในพื้นที่ได้ติดตามการทำงานของเรา ซึ่งมีความคาดหวังว่าจะทำให้ประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ดี ซึ่งคณะกรรมการวัคซีนฯ มีการรับฟังเสียงของประชาชนมาโดยตลอด ตามที่WHO ส่งเสริมให้มีการเข้าร่วมของประชาชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นยังไม่ถึงคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งสินค้าทางการแพทย์นั้นค่อนข้างซับซ้อนที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเลือกให้เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่ชำนาญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันดู โดยมาในวันนี้ตนก็รับฟังและในฐานะเลขาฯ จะได้มีการรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดส่งไปยัง คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเพื่อให้พิจารณา แต่ขอดูให้ละเอียดเพื่อความชัดเจนของข้อมูลก่อน

นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิ์วัฒน์ ที่ปรึกษาสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า วัคซีน HPV นั้นมีการขยายกันทุกประเทศ ประเทศไทยไม่ควรล้าหลัง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการตั้งงบประมาณให้กับเด็ก ป.5 ทั่วประเทศ และให้ฉีดให้ครบ 2 โดส เป็นการตั้งต้นสิทธิประโยชน์ก่อนขยายเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งความเห็นที่จะให้ขยายอายุของเด็กนั้นเป็นการต่อยอดสิทธิประโยชน์ ซึ่งข้อเสนอส่วนใหญ่ส่วนใหญ่มาจากคณาจารย์ที่ทำงานเรื่องเด็ก จากคำถามว่าแล้วเด็กที่จบ ป.5 ไปก่อนที่จะเริ่มจะปล่อยไว้เฉยๆหรือไม่ ซึ่งหากจะดูแลวัคซีนไม่เพียงพอจะทำอย่างไร จึงได้มีการเสนอว่าจะมีวิใดบ้างในการดูแลเด็ก เพื่อให้อนุกรรมการฯ พิจารณา ซึ่งข้อเสนอให้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้จัดซื้อเองได้นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาเคยมีการทำมาแล้ว เช่น ในการตั้งงบประมาณจัดซื้อวัคซีนคางทูม หัดเยอรมัน (MMR) กระทรวงสาธารณสุขมีความพยายามเป็น 10 ปีกว่าจะได้เข้าเป็นวัคซีนพื้นฐาน เพราะวัคซีนราคาแพงตั้งงบประมาณไม่ได้ ระหว่างนั้นอนุสร้างเสริมฯ ก็เสนอให้ท้องถิ่นที่มีกำลังซื้อก็ทำการจัดซื้อไปก่อน เช่น กทม.มีการจัดซื้อเองนำไปก่อนกระทรวงสาธารณสุขนานมาก

Advertisement

นพ.จรุงไทย กล่าวว่า จะได้มีการรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดส่งไปยัง คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคนำไปทบทวนอีกครั้งแน่นอน แต่ขอความชัดเจนของข้อมูลก่อน ซึ่งรับปากว่าทางเครือข่ายจะไม่มาอย่างสุญเปล่าโดยไม่ได้อะไรอย่างแน่นอน.