“ชำนาญ รวิวรรณพงษ์”ก.ต.ถูกถอดถอน ไม่หนักใจ ลั่นไม่ทำอะไรบ้าๆบอๆ ชี้ระบบสืบพยานต้องเปลี่ยน

31.08.18 | 09:12 น.
แฟ้มภาพ

“ชำนาญ รวิวรรณพงษ์”ก.ต.ถูกลงชื่อถอดถอน เผยไม่หนักใจ ลั่นไม่ทำอะไรบ้าๆบอๆ ให้รอคำชี้แจง ชี้เป็นประโยชน์ปฏิรูปศาล ระบุต้องฟังความสองข้าง ระบบสืบพยานในศาลต้องเปลี่ยน ใช้กล้องวงจรปิด-เทปบันทึก ย้อนเป็นผู้พิพากษาถ้าไม่แก้ไขความเดือดร้อนประชาชนเป็นไปทำไม

ตามที่นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้แทนเข้ายื่นคำร้องต่อนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้ลงมติเพื่อถอดถอน นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ออกจากตำแหน่งกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกา (ก.ต.) พร้อมรายชื่อข้าราชการตุลาการที่เข้าชื่อ 1,735 คน ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 อ้างเหตุเข้าไปแสดงตัวก้าวก่ายการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่ญาติตัวเองเป็นคู่ความ ภายหลังตรวจสอบหลักฐานเอกสารครบถ้วนจะใช้วิธีลงมติลับด้วยเสียงผู้พิพากษาทั่วประเทศเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 2,272 เสียง การถอดถอนถึงจะสำเร็จนั้น

นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ว่า รอสักระยะให้ถึงเวลาจะทำคำชี้แจง แล้วจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ความจริงจะปรากฎ ไม่มีอะไรหนักใจเลย เพราะสิ่งที่จะชี้แจงนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในอนาคต

“หลักสำคัญของการเป็นผู้พิพากษาต้องฟังความสองฝ่าย จะฟังความฝ่ายเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะต่างอะไรจากชาวบ้าน ประโยชน์ที่ผมจะชี้แจงนั้นจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปศาล เป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรม กรณีการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นเป็นตัวอย่าง อยู่ดี ๆ ผมจะทำอะไร บ้า ๆบอๆ ได้อย่างไร โกหกทั้้งนั้น “นายชำนาญกล่าว

นายชำนาญกล่าวว่า หลังจากที่ได้ทำคำชี้แจง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่ กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงระบบสืบพยานในศาลยุติธรรมต้องเปลี่ยนใหม่ ต้องใช้กล้องวงจรปิด หรือเทปบันทึกคำ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่มากเลย ประเทศไทยควรทำมานานแล้ว เพราะการที่ผู้พิพากษาบันทึกคำเบิกความ แบบ “อมความ”นั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่ง บางครั้งผู้พิพากษาไม่มีความรู้เพียงพอครบถ้วน หรือขาดความรู้ความสามารถ ทำให้ประมาท เลินเล่อ หรือบางครั้งอาจเป็นช่องทางให้เกิดการคอรัปชั่นได้ ที่สำคัญบางครั้ง บางคดียังก่อให้เกิดปัญหามาถึงศาลสูงด้วย ประเทศในยุโรปไม่มีวิธีการบันทึกเบิกความแบบนี้แล้ว

Advertisement

“ชื่อเสียงของผมเป็นหลักประกัน ผมผ่านอะไรมากมาย ไม่กังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพียงแต่ต้องการแก้ไขเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะแก้ไขการสืบพยานในคดีศาลชั้นต้น เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน กรณีที่เกิดขึ้นจะเป็นบทเรียนของการแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ตำแหน่งของผมนั้นเล็กน้อย การเป็นก.ต.นั้นเล็กน้อย แต่ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้จะเป็นก.ต.ไปทำไม จะเป็นผู้พิพากษาไปทำไม ในเมื่อไม่ได้แก้ไขความเดือดร้อนประชาชน”นายชำนาญกล่าว และว่า การแก้ไขของตนจะเป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนในอนาคต เอาเป็นว่าเมื่อถึงเวลานั้น ยินดีให้ผู้สื่อข่าวถามไถ่ คงไม่นานเกินรอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้ปิดประกาศคำร้องและรายชื่อผู้เข้าชื่อถอดถอน ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกา ที่ศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลยุติธรรมทั่วประเทศ 280 หน่วยแล้วเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยผู้ประสงค์จะถอนชื่อสามารถแจ้งให้เอาชื่อออกได้ภายใน 20 วันนับแต่วันปิดประกาศ ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ ก.ต. เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วให้ถือว่ารายชื่อของผู้เข้าชื่อที่ไม่มีการคัดค้านเป็นรายชื่อที่ถูกต้อง ถ้ามีจำนวนไม่ครบถ้วน จะแจ้งให้ผู้แทนของผู้เข้าชื่อทราบเพื่อดำเนินการจัดให้เข้าชื่อเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วมิได้เสนอการเข้าชื่อจนครบจำนวน ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจำหน่ายเรื่อง แต่หากการเข้าชื่อถูกต้องตามระเบียบครบจำนวนแล้ว ให้ถือว่าการเข้าชื่อนั้นมีผลสมบูรณ์ เมื่อคำร้องครบถ้วนและพ้นกำหนดเวลาคัดค้านแล้วไม่มีการคัดค้าน จะจัดส่งคำร้องไปให้ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ที่ถูกร้องขอให้ถอดถอนภายใน 7 วัน เพื่อให้ ก.ต.ผู้นั้นจัดทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำร้อง จากนั้นให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจัดให้ปิดประกาศคำชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือประกาศว่าไม่มีการยื่นคำชี้แจงดังกล่าวแล้วแต่กรณี ณ ที่ทำการของสำนักงานศาลยุติธรรมและศาลยุติธรรมทั่วประเทศ และดำเนินการจัดให้ลงมติเพื่อถอดถอน ตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2544 ข้อ 5 และข้อ 6 ต่อไป