ยุติปมขาดแรงงาน ‘ต่างด้าวภาคประมง’ ต่ออายุ-นำเข้าเอ็มโอยู

2.09.18 | 15:21 น.

ขณะนี้การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลค่อนข้างจะเป็นรูปธรรม เพราะหลังจากเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กองคดีการค้ามนุษย์ กระทรวงยุติธรรม ฯลฯ เข้าร่วมประชุม

พล.อ.ประวิตร แถลงย้ำว่า สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลนั้น คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานตามมาตรา 83 พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ.2558 ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว และการอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายนนี้ จำนวน 11,000 คน ได้เห็นชอบให้ต่ออายุการทำงานออกไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 โดยให้รายงานตัวทุก 1 ปี ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือศูนย์โอเอสเอส 22 จังหวัดชายทะเล ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2561

พล.อ.ประวิตร แถลงอีกว่า ยังเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวทั่วไปที่ถือหนังสือเดินทางชั่วคราว เอกสารรับรองบุคคล เอกสารเดินทางที่ยังไม่หมดอายุและสนใจอยากจะเข้าสู่ภาคประมง สามารถเข้าสู่ระบบได้ โดยจะสามารถทำงานในกิจการประมงทะเลได้เป็นเวลา 1 ปี โดยใช้หนังสือคนประจำเรือ (Seabook) เป็นใบอนุญาตการทำงานส่วนแรงงาน 42,000 คน ทางการพม่าตกลงจะจัดส่งแรงงานผ่านระบบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาในภาคประมงด้วย โดยการนำเข้าแรงงานจะผ่านบริเวณทางด่านเกาะสอง พม่า- จ.ระนอง ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และประเทศไทยจะจัดตั้งศูนย์แรกรับและสิ้นสุดการจ้างใน จ.ระนอง เพื่ออำนวยความสะดวกแรงงานกลุ่มดังกล่าว

ขณะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงเพิ่มเติมภายหลังได้เข้าร่วมประชุม กนร.ว่า พล.อ.ประวิตรเห็นว่าปัญหาการทำงานของคนต่างด้าวและปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงทะเลเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โดยได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการรับทราบและดำเนินการตามมติที่ประชุม และมอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงนำผลการประชุมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงทะเล และให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจกับแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงทะเล เพื่อให้การปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง ซึ่งปัจจุบันขาดแคลนอยู่ประมาณ 53,649 คน ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอใน 3 แนวทาง

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานประมงทะเลนั้น ประกอบด้วย

Advertisement

แนวทางที่ 1 ขยายระยะเวลาการทำงานให้กับแรงงานประมงทะเลที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและได้รับอนุญาตทำงานตามมาตรา 83 พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 11,000 คน ซึ่งระยะเวลาการอยู่ในราชอาณาจักรจะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2561 ออกไปอีก 2 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดำเนินการในลักษณะศูนย์โอเอสเอส โดยอนุญาตครั้งละ 1 ปี ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – 30 กันยายน 2561 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงาน ณ ศูนย์โอเอสเอส 22 จังหวัดชายทะเล มีหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ คือ (1) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตรวจลงตรา (วีซ่า) ประทับตราอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรครั้งละ 1 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และต่ออายุได้อีกถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 (2) สำนักงานจัดหางานจังหวัด รับคำขอและพิจารณาอนุญาตทำงาน ครั้งละ 1 ปี ตามที่แรงงานต่างด้าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดยออกใบอนุญาตทำงาน (เล่มสีส้ม) ให้กับแรงงานต่างด้าว (3) กรมประมงออกหนังสือคนประจำเรือให้กับแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน (4) แรงงานต่างด้าวขอรับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ณ สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่

แนวทางที่ 2 นำเข้าแรงงานจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ซึ่งจากการหารือการนำเข้าแรงงานประมงทะเลกับทางการพม่า ปรากฏว่าทางการพม่าตอบรับการส่งแรงงานเข้ามา โดยจะนำเข้ามาทางด้าน จ.ระนอง-เกาะสอง ซึ่งกระทรวงแรงงานได้เตรียมความพร้อมโดยจัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้างจังหวัดระนอง ภายในศูนย์จะมีการดำเนินการในลักษณะศูนย์โอเอสเอส ประกอบด้วย (1) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ (2) ตม.ตรวจลงตราวีซ่า และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (3) กระทรวงแรงงานออกใบอนุญาตทำงาน (4) กรมการปกครองจัดทำทะเบียนประวัติ คาดว่าทางการพม่าจะส่งแรงงานเข้ามาทำงานประมงทะเลได้อย่างช้าประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้

แนวทางที่ 3 มาตรการเร่งด่วนชั่วคราว อนุญาตให้แรงงานที่ถือหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport) เอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity) เอกสารเดินทาง (Travel Document) ซึ่งเอกสารดังกล่าวยังมีอายุเหลืออยู่ในราชอาณาจักรเพื่อทำงานในกิจการประมงทะเล เป็นเวลา 1 ปี โดยใช้หนังสือคนประจำเรือเป็นใบอนุญาตทำงาน ทั้งนี้ อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรและกระทรวงเกษตรฯ ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการอนุญาตให้แรงงานทำงาน ได้ตามมาตรา 83 พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558

พล.ต.อ.อดุลย์ แถลงว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเวียดนามที่ลักลอบทำงานในประเทศไทย ตัวเลขราว 50,000 คน กลับออกไปนอกราชอาณาจักร และหากประสงค์จะทำงานให้กลับเข้ามาทำงานตามระบบเอ็มโอยู และเพิ่มประเภทงานให้ทำได้นอกเหนือจากกรรมกรในกิจการก่อสร้างและประมงทะเลเป็นงานกรรมกรในทุกกิจการเช่นเดียวกับแรงงานต่างด้าวกัมพูชา ลาว พม่า

และตอกย้ำความชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ขาดแคลนแรงงานต่างด้าวประมงทะเลอีกทางหนึ่ง เพราะเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายวิน เชน อธิบดีแรงงาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงทะเลของไทย และทางการพม่าขอให้ทางการไทยแจ้งยอดจำนวนแรงงานที่มีหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแทนการเดินทางเพิ่มเติม เพื่อจะได้นำเข้ามาทำงานในกิจการประทงทะเล อีกทั้งให้แจ้งยอดแรงงานพม่าตำแหน่งผู้รับใช้ในบ้าน เนื่องจากมีนโยบายที่จะนำตำแหน่งผู้รับใช้ในบ้านไปพิจารณาเพื่อจัดส่งเพิ่มเติมด้วย