จากกรณีที่ร้านซักผ้าหยอดเหรียญครบวงจร ภายในซอยอินทามระ 36 ถนนอินทามระ แขวงและเขตดินแดง กทม. ชื่อร้านอ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย ที่มีทั้งเครื่องซักผ้า และเครื่องอบแห้งแบบ 2 ชั้น เกิดแก๊สรั่วและเกิดระเบิดพังเสียหาย พบผนังปูนถูกแรงระเบิดพังเสีย และด้านซ้ายเป็นร้านอาหาร ก็ถูกแรงระเบิดทำลายผนังปูนด้านในพังทั้งแถบ มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 8 คน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กันยายน บริเวณร้านอ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย ภายในซอยอินทามระ 36 ถนนอินทามระ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ นายอาฤทธิ์ ศรีทอง ผอ.เขตดินแดง และเจ้าหน้าที่เทศกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจความเสียหายในสถานที่ดังกล่าว
นายอาฤทธิ์กล่าวว่า มาถึงที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเวลา 04.00 น. มาตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่สน.สุทธิสาร เมื่อมาถึงก็ได้กั้นพื้นที่ไว้ จากการตรวจสอบคาดว่าน่าจะเกิดเหตุระเบิดจากแก๊สรั่วไหล ในส่วนช่วงเช้าจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พฐ.ได้ตรวจสอบเบื้องต้น อาคารเรียนแห่งนี้มีทั้งหมด 7 คูหา พบความเสียหายทั้งหมด 5 คูหา และพบว่าเสาด้านหลังที่เป็นแกนกลางของคูหาที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นส่วนที่เปิดซักรีดได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด จำนวน 2 ต้นเสา พื้นเพดาน และฝ้าก็เกิดรอยร้าว ซึ่งนั่นอาจจะเป็นอันตรายในการเข้าไปตรวจสอบหาหลักฐานในพื้นที่อาคาร ตนจึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่สำนักโยธาธิการ กทม.เพื่อมาตรวจสอบความแข็งแรงของเสาไป ถ้าหากว่าทางกรมโยธาฯประเมินแล้วว่า อาคารนี้ไม่พร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ จากนั้นจะได้มีคำประกาศห้ามใช้ แล้วก็ออกเป็นคำสั่งห้ามใช้อาคาร เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตทั้งร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน จนกว่าเจ้าของอาคารจะให้เจ้าหน้าที่วิศวกรมาตรวจสอบ และมีความเห็นว่าอาคารแข็งแรง จึงจะมีการเปิดใช้อาคาร
นายอาฤทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนร้านซักรีดดังกล่าวเพิ่งจะเปิดให้บริการได้เพียง 3 วัน จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีใบอนุญาตในการเปิด ซึ่งในพื้นที่ดินแดนนี้มีร้านลักษณะนี้เยอะมาก ซึ่งใบอนุญาตนี้จะต้องมีการขอปีต่อปี ในส่วนนี้ทางร้านจะมีความผิดใน พ.ร.บ.สาธารณสุข เพราะไม่มีใบอนุญาตในการเปิดกิจการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท และมีความผิดเกี่ยวกับอาคาร การตกแต่งอาคาร แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจอย่างละเอียดได้ต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่กรมโยธาฯเข้าตรวจสอบพร้อมกับกองพิสูจน์หลักฐานอีกครั้ง
ด้านนางเพ็ญศรี เสริฐแพร้ว อายุ 62 ปี อาชีพขายส้มตำไก่ย่าง อาหารอีสาน ติดอยู่กับร้านซักรีด เปิดเผยว่า ตนขายอาหารบริเวณนี้ได้ 2 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 2 กันยายน ตนได้กลิ่นแก๊สรั่วตั้งแต่ช่วงเวลาบ่ายโมง ตนก็ได้หันไปถามลูกสาวที่มาช่วยขายของอยู่ตลอดว่า ร้านเราแก๊สรั่วหรือเปล่า กลิ่นแก๊สมาจากไหน จนกระทั่งเวลา 20.00 น.ได้เวลาปิดร้าน ขณะที่ตนจะเดินทางกลับ แต่ลูกสาวยังไม่อยากกลับขอใช้ไวไฟของร้านซักแห้งก่อน จนสองทุ่มเศษๆ ตนกับลูกสาวก็ได้เข้าบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 02.00 น. จึงมีคนโทรมาบอกตนว่าร้านโดนระเบิด
น.ส.อรสา เพ็งศรี อายุ 31 ปี มีบ้านอยู่ด้านหลังของร้านซักรีด เปิดเผยว่า เมื่อคืนนี้ขณะเกิดเหตุตนได้ยินเสียงดังคล้ายฟ้าผ่าตนจึงลุกขึ้นมาดู เห็นกระจกแตกหมดเลย และมีกลิ่นแก๊ส กลิ่นไฟไหม้ จึงวิ่งไปอุ้มลูกพาหนีออกจากบ้าน เมื่อออกมาทางหน้าบ้านตนเห็นเศษปูนเกลื้อนเต็มถนน เจ้าหน้าที่กู้ภัยก็รีบตะโกนบอกตนให้รีบออกมาจากจุดนั้น เพราะกลัวว่าจะเกิดระเบิดซ้ำ ส่วนความเสียหายในบ้านตน ก็จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นเครื่องเสียงเสียหาย ปูนร้าว ปูนแตก ซึ่งตนได้ลงบันทึกประจำวันไปแล้ว

เวลา 13.00 น. สน.สุทธิสาร นายกวิน นิทัศนจารุกุล ในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของธุรกิจร้านสะดวกซัก เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ที่ทำร้านสะดวกซัก ภายใต้แบรนด์ “OTTERI WASH AND DRY ได้เดินทางมาพร้อมด้วยนายพรณรงค์ เอี่ยมกิจสัมฤทธิ์ ทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน ในฐานนะเป็นเจ้าของแฟรนไชส์
นายพรณรงค์ กล่าวว่าว่าผู้บริหารได้เดินทาง ไปที่เกิดเหตุได้พูดคุยกับทางผู้บาดเจ็บ และผู้ที่ได้รับความเสียหาย ทางด้านทรัพย์สิน และทางตนไม่สามารถปฎิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นอุบัติเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ช่างผู้ชำนาญการ เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จะเยียวยาทั้งทางด้านทรัพย์สินของผู้ที่เสียหาย และค่ารักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ไม่ปัดความรับผิดชอบ และยืนยันว่าทางบริษัทก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทางผู้บริหารของจะให้ความช่วยเหลือ อย่างเต็มที่ และจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งหนึ่ง
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร้านสะดวกซักOtteri Wash & Dry เป็นร้านที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านการซัก อบแห้ง แบบซักผ้าหยอดเหรียญ เป็นรูปของการเปิดแฟรนไชส์ โดยนำเข้าเครื่องซักผ้าแบรนด์ “OASIS” จากจีน และแบรนด์ “MAYTAT” จากอเมริกา เข้ามาอย่างแพร่หลายในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบัน มี 60 สาขา ทั่วประเทศ



