ตามที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กำชับให้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ไปดำเนินการหารือกับกลุ่มเภสัชกรที่ยังเห็นต่างเกี่ยวกับการแก้ไขพ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ขณะที่นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มอบหมายให้ปลัด สธ. และอย. เรียกกลุ่มเภสัชกรมาหาข้อยุติร่วมกันในวันที่ 4 กันยายนนี้
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 กันยายน ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง อาทิ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะว่าที่ปลัดสธ.คนใหม่ นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดสธ. ฯลฯ เรียกหารือกลุ่มเภสัชกรจากภาคส่วนต่างๆที่ยังมีความเห็นคัดค้านร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ อาทิ ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม ภก.รศ.(พิเศษ) กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม ภก.จิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย และตัวแทนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ชมรมเภสัชสาธารณสุข ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มเภสัชกรที่ลงสมัครเลือกตั้งสภาเภสัชกรรม แทนสภาฯชุดปัจจุบัน อาทิ กลุ่มเขียวมะกอก กลุ่มรวมใจ และกลุ่มเภสัชกรเพื่อปวงประชา เป็นต้น
ต่อมาเวลาประมาณ15.40 น. นพ.เจษฎา กล่าวภายหลังการประชุมว่า ในการหารือครั้งนี้ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากมีไม่กี่ประเด็นที่อาจยังเข้าใจไม่ตรงกัน หรือมีความไม่สบายใจ ซึ่งก็คือ ในมาตรา 22(5) ที่กังวลในเรื่องการจ่ายยาของวิชาชีพอื่นๆนั้น เมื่อยังมีประเด็นห่วงใย ก็จะคงให้ใช้มาตรานี้ในรูปแบบเดิม คือ อิงตามพ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 ส่วนประเด็นอื่นๆที่ห่วงใย คือ ต้องการให้แบ่งประเภทกลุ่มยาเหลือ 3 กลุ่มตามหลักสากล ซึ่งข้อเสนอที่เข้ามา ตนก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าประเด็นเห็นต่างเรื่องวิชาชีพอื่นจ่ายยาจะให้ใช้กฎหมายเดิม แต่ร่างกฎหมายใหม่ยังคงเดินหน้าหรือไม่ นพ.เจษฎา กล่าวว่า ใช่ เนื่องจากมาตราอื่นๆไม่ได้มีประเด็นเห็นต่างมากเท่ามาตรานี้ ซึ่งเมื่อผลหารือสรุปแล้วว่า ม.22(5) ยังมีข้อห่วงใย ก็ให้กลับใช้ในกฎหมายเดิมไปก่อนส่วนเรื่องอื่นๆก็เดินหน้า หมายถึงว่า ร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ยังคงเดินหน้าตามกระบวนการต่อไป เพียงแค่ข้อนี้จะปรับให้เป็นแบบเดิม
นพ.สุรโชค กล่าวว่า สำหรับเรื่องการแบ่งประเภทกลุ่มยานั้น กลุ่มเภสัชกรเสนอให้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1.ยาควบคุมพิเศษ 2.ยาอันตราย และ3.ยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งมีประเด็นกรณีร้านขายยากลุ่มที่เรียกว่า ขย.2 เป็นร้านขายยาบรรจุเสร็จ ตรงนี้ต้องไปเขียนเพิ่มเติมให้ชัดว่า เป็นยาประเภทใด และไม่ต้องมีใบสั่งยา แต่ต้องไปเขียนเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ จะมีการนำข้อหารือทั้งหมดเสนอรัฐมนตรีว่าการ สธ. ที่วันที่ 5 กันยายนนี้ เพื่อนำเสนอประกบเข้ากับร่างพ.ร.บ.ยา ที่เสนอเข้าครม.ไปแล้ว และอยู่ระหว่างรอนำขึ้นพิจารณา อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ยังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นอยู่เรื่อย ซึ่งจากนี้จะมีการเชิญวิชาชีพอื่นๆ มาคุย แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นวิชาชีพใด และเมื่อไหร่
เมื่อถามว่าสรุปไม่ต้องถอนร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ใช่หรือไม่ นพ.สุรโชค กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า ร่างกฎหมายยังเหมือนเดิม แต่ก็จะแก้ในบางมาตราเท่านั้น
ด้านภก.จิระ กล่าวว่า จากผลหารือนั้นก็ถือว่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องดูกันต่อไปว่า จะเป็นไปตามนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทางเภสัชกรไม่ได้คัดค้านการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ยา ทั้งฉบับ ก็มีบางประเด็นที่ต้องปรับแก้ให้เหมาะสมจริงๆ โดยในมาตรา 22(5) เมื่อยังมีปัญหาก็ได้ข้อสรุปว่า ให้กลับไปใช้อย่างเดิม คือ ให้ 3วิชาชีพจ่ายยาได้ มีแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ ส่วนวิชาชีพอื่นๆไม่ต้องมีพ่วงท้ายเพื่อไปใส่ไว้ในกฎกระทรวงอีก ก็คือให้กลับไปใช้กฎหมายเดิมในมาตรานี้ ส่วนเภสัชกรก็มีกฎระเบียบควบคุมอยู่แล้วว่า ต้องอยู่ประจำร้านขายยา ซึ่งก็เป็นไปตามรูปแบบเดิม
“สำหรับเรื่องการแบ่งประเภทยานั้น ในกฎหมายฉบับใหม่ระบุไว้ 4 ประเภท แต่ตามหลักสากลระบุไว้ 3 ประเภท คือ 1.ยาควบคุมพิเศษ 2.ยาอันตราย และ3.ยาที่ไม่ต้องมีใบสั่ง หรือยาสามัญประจำบ้าน เราค้านตรงยากลุ่มที่ 4 คือ ยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษ ตรงนี้ยังสงสัยกันว่าจัดเป็นยากกลุ่มไหน หรือเป็นกลุ่มขย.2 ที่เป็นยาบรรจุเสร็จหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันจำกัดการขายอยู่ 2,800 ร้าน ตรงนี้อยากให้เขียนให้ชัดว่า คืออะไร และจำเป็นต้องมีหรือไม่” ภก.จิระ กล่าว
ผู้สื่อข่าวระบุว่า สำหรับมาตรา 22(5) ระบุว่า การจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว หรือการจ่ายยาที่การแบ่งจ่ายตาม (4) ในกรณี ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ใช้ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายของตน หรือ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ใช้สำหรับสัตว์ที่ตนป้องกันหรือบำบัดโรค หรือการจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้วสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตน โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งหากต้องกลับไปใช้กฎหมายรูปแบบเดิมก็จะตัดตรงผู้ประกอบวิชาชีพที่จะไปใส่ไว้ในกฎกระทรงออก หมายถึงให้คงไว้ตามเดิมมี 3 วิชาชีพที่จ่ายยา คือ แพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์นั่นเอง

