ตั้งโครงการยุติโทษประหาร เตรียมยกร่าง ‘พ.ร.บ.จำคุกตลอดชีวิต’ ใช้แทนในระยะยาว

5.09.18 | 15:56 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดการประชุมหารือแนวทางการใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหารชีวิต


นายโคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม ชี้แจงว่าโครงการ “ยุติโทษประหารชีวิต” เป็นการพยายามยกร่าง “พ.ร.บ.การใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหารชีวิต พ.ศ….” เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโทษทางอาญา จากโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต ด้วยความจำเป็นที่จะปกป้องสังคมจากอาชญากรรมร้ายแรง ตลอดจนเยียวยาผู้เสียหายโดยตรงจากอาชญากรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การลงโทษประหารชีวิตแม้เป็นการลงโทษที่เด็ดขาด แต่มีข้อศึกษาทางอาชญวิทยาว่า โทษประหารชีวิตไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันอาชญากรรม หรือป้องปรามผู้ที่จะกระทำผิดให้เกิดความยับยั้งชั่งใจก่อนลงมือกระทำการ ประกอบกับสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ มีมติให้พักใช้การประหารชีวิตในขณะที่กำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้ เพราะการประหารชีวิตไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกลงโทษได้กลับตัวกลับใจ อีกทั้งกรณีการตัดสินคดีที่มีข้อผิดพลาดด้านพยานหลักฐาน ก็ทำให้ไม่สามารถคืนความยุติธรรมได้

“ประการสำคัญคือ การประหารชีวิตเป็นการลิดรอนสิทธิในชีวิต ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ จึงสมควรใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหารชีวิตอย่างมีขั้นตอน โดยให้กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาและเผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวางในเรื่องโทษจำคุกตลอดชีวิตและโทษประหารชีวิต รวมถึงวิธีป้องกันอาชญากรรมและการเยียวยาผู้เสียหาย ตลอดจนวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารกับสังคมด้วยเช่นกัน” นายโคทมกล่าว

นางสาวชุลีพร เดชขำ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี กสม. กล่าวว่า สำหรับประเทศที่ยังไม่มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้น ให้ใช้การลงโทษประหารกับคดีอุกฉกรรจ์ที่มีความร้ายแรง ซึ่งจะต้องดำเนินการด้วยคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจ พร้อมกฎหมายที่รองรับ ทั้งนี้ คดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงคือ การกระทำผิดที่มีเจตนาฆาตกรรม ประสงค์ต่อชีวิตของผู้อื่น ซึ่งโทษประหารชีวิตควรจะใช้กับการฆาตกรรมโดยเจตนา แต่ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจได้เป็นกรณีไป ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ก่อคดีฆาตกรรมจะต้องถูกประหารทุกคน ขณะเดียวกัน คนที่ต้องโทษประหารชีวิตย่อมมีสิทธิขอลดหย่อนผ่อนโทษ ขอนิรโทษกรรม ขอพระราชทานอภัยโทษ ได้ด้วยเช่นกัน

“จากการเสวนาโทษประหารชีวิตในไทยที่เคยจัดมา มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะคิดว่าการประหารชีวิตยังเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการยับยั้งอาชญากรรม และเป็นการปกป้องสิทธิของคนในสังคมโดยรวม ส่วนคนที่เห็นด้วยจะคิดว่าการลงโทษด้วยการประหารชีวิตเป็นการไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน และเชื่อว่าไม่ได้ทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลง อย่างไรก็ตาม ควรรอให้ถึงระยะเวลาที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยก่อนจะมีการยกเลิกโทษประหารชีวิต” นางสาวชุลีพรกล่าว

Advertisement

นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงสัญญาณบวกที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตในไทย ได้แก่ 1.เปิดโอกาสให้นักโทษมีสิทธิยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ 2.มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 16 ปี 2546 เพื่อยกเลิกการประหารชีวิตเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และห้ามใช้โทษประหารชีวิตกับหญิงมีครรภ์ และบุคคลวิกลจริต 3.ประเทศไทยเปลี่ยนท่าทีในเวทีระหว่างประเทศกรณียกเลิกโทษประหารชีวิต จากคัดค้านเป็นงดออกเสียง ต่อการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 4.รัฐบาลประกาศใช้แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ปี 2552-2556) ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนากฎหมายและกลไกทางกฎหมาย กฎหมายที่มีอัตราโทษประหารชีวิตได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้มีการยกเลิกเป็นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการรณรงค์ก่อนจะสานต่อจนเป็นสัญญาณบวกที่ 5 คือ จากเดิมใช้คำว่า “ยกเลิก” ให้เป็นคำว่า “เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต” เป็นการจำคุกตลอดชีวิต และ 6.การดูแลเหยื่อและผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นคนรับผิดชอบ โดยนับเป็นสัญญาณบวกที่ดีแม้ว่าในประเทศจะยังมีการประหารอยู่ก็ตาม ทั้งนี้ ทางกรมเคยจัดเวทีการประชุมและถอดบทเรียนจากเวทีนานาชาติ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ ม.มหิดลเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกโทษประหารชีวิต รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของคนไทยด้วยเช่นกัน

รศ.ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด สาขาวิชาอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คนส่วนใหญ่อาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับโทษประหารชีวิตที่เพียงพอ ก่อนที่จะรณรงค์ควรลงพื้นที่ให้ความรู้กับประชาชนเป็นลำดับแรก ซึ่งจากการปฏิบัติที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจแนวทางและความสำคัญของการยกเลิกโทษประหารชีวิตที่ดีขึ้น เปอร์เซ็นต์การสำรวจของการอยากให้โทษยังคงอยู่นั้นลดลง ชี้ให้เห็นว่าเราควรทำให้ประชาชนเห็นถึงความไม่ถูกต้องที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่

“ในมุมมองส่วนตัว โทษประหารชีวิตไม่ใช่การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เสมือนเราเอาไฟไปดับไฟ ประกอบกับการวิจัยที่ได้เข้าไปสัมภาษณ์นักโทษประหาร ทำให้ทราบว่า ในมุมมองเขา หากโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีอภัยโทษ เขาขอตายดีกว่า เพราะถือว่ารุนแรงทางจิตใจ อยู่ในคุกแบบไม่มีอนาคต น่ากลัวสำหรับเขามาก โดยปัจจัยที่จะทำให้โทษประหารชีวิตหายไปจากสังคมคือ สร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญ ขจัดความยากจนให้หมดไป ส่วนประการสำคัญของคนที่ไม่อยากให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตคือ เกรงว่าเมื่อนักโทษออกจากเรือนจำแล้วจะทำผิดอีก ซึ่งบ่งบอกว่าไม่มีความมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมาย ต้องพัฒนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ให้คนเกิดความเชื่อมั่น ส่วนการจะใช้มาตรการจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการอภัยโทษเลยก็อาจเป็นการละเมิดสิทธิได้เช่นกัน ต้องระมัดระวังก่อนจะบังคับใช้ต่อไป โดยต้องนำประเด็นการประหารผิดคนมาเป็นกรณีศึกษาด้วย” รศ.ดร.ศรีสมบัติกล่าว