เมื่อวันที่ 5 กันยายน เครือข่ายวิชาการสร้างเมืองเพื่อทุกคน ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ โครงการดุษฎีบัณฑิต (สาขานโยบายสังคม) คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศูนย์ออกและพัฒนาเมือง (ยูดีดีซี) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ จัดประชุมวิชาการ “แผงลอยกับเมือง: การจัดการที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ออกจดหมายเปิดผนึกภาษาไทย อังกฤษ และจีน ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา
รศ.นฤมล แถลงว่า รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีมาตรการจัดระเบียบผู้ค้าแผงลอยในกรุงเทพมหานคร เพื่อคืนทางเท้าให้ประชาชน มีเป้าหมายยกเลิกจุดผ่อนผัน 683 จุด เดือนสิงหาคมมีจุดผ่อนผันถูกยกเลิก 478 จุด ผู้ค้าได้รับผลกระทบ 11,573 ราย เหลืออีก 210 จุด ที่ กทม.มีแผนจะยกเลิกต่อเนื่อง กลุ่มนักวิชาการได้ระดมรายชื่อนักวิชาการ อาจารย์ นักผังเมือง นักวิจัย นักศึกษา ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณทบทวนนโยบายการดังกล่าว พร้อมเสนอแนะการจัดการระเบียบผู้ค้าแผงลอยจากฐานคิดที่เข้าใจในบทบาทและความสำคัญที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
รศ.นฤมล แถลงว่า มี 5 ข้อเสนอแนะ 1.กำหนดยุทธศาสตร์การค้าแผงลอยที่สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และผู้ประกอบการ อาจศึกษาจากบางประเทศและนำมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย รวมถึงให้ความสำคัญต่อความมั่นคงด้านอาหารและความเหลื่อมล้ำ และดำเนินการเป็นแผนระยะ 1 ปี 3 ปี 5-10 ปี 2.แผนยุทธศาสตร์การค้าควรให้ความสำคัญต่อการสร้างเมืองอย่างทั่วถึงและยั่งยืนไปพร้อมกัน สอดคล้องกับสังคมและเศรษฐกิจ 3.ควรศึกษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้ค้า เพื่อการตัดสินใจจัดสรรพื้นที่ให้ผู้ค้า ผู้ค้าที่โอกาสน้อยสมควรได้รับการสนับสนุนมากกว่า ต้องสนับสนุนให้ผู้ค้ารวมกลุ่มและมีผู้แทนชัดเจนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมบริหารจัดการบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม 4.แผงลอยมีมิติมากกว่าการจัดระเบียบ เกี่ยวข้องกับการสร้างอาชีพ สังคม และเศรษฐกิจ ควรจัดตั้งหรือมอบหมายหน่วยงานที่เหมาะสมทำหน้าที่ดูแลการค้าแผงลอยแบบองค์รวมและบูรณาการ และ 5.ควรพิจารณาความคุ้มค่า ประโยชน์ที่รัฐบาลและชุมชนท้องถิ่นพึงได้รับจากการค้าแผงลอย ทั้งการเก็บภาษี ค่าเช่า ค่าธรรมเนียมจากการใช้พื้นที่สาธารณะ

