พม.จ่อชงผู้สูงอายุเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เผยตัวเลขสูงวัยติดบ้าน 2 ล้าน เสี่ยงซึมเศร้า-ฆ่าตัวตาย

9.09.18 | 12:41 น.
ภาพประกอบ

จากกรณีที่ นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเปิดเผยว่ากรมอนามัยโลกได้เผยแพร่ข้อมูลการฆ่าตัวตายของประเทศไทย ว่าสูงถึง 16 คนต่อประชากรแสนคน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60-64 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายมากถึง 9-10 คนต่อประชากรแสนคนนั้น

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุฆ่าตัวตายมีการพูดคุยกันอยู่ตลอด กรม ผส.เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอันดับ 1 เพราะไม่ใช่ดูแลเพียงแค่ร่างกาย แต่ต้องดูแลทางด้านจิตใจด้วย ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 16.5 หรือประมาณ 10.8 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน โดยประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 โดยเป็นผู้สูงอายุที่ยังไปไหนมาไหนได้ หรือผู้สูงอายุติดสังคม ร้อยละ 78 หรือ 8 ล้านคน ผู้สูงอายุติดบ้าน 2 ล้านคน และผู้สูงอายุติดเตียง 200,000 คน

“จากตัวเลขผู้สูงอายุ 2 ล้านคนที่อยู่ติดบ้าน เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นโรคซึมเศร้าและตัดสินใจฆ่าตัวตาย ซึ่งกรม ผส.ได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำ เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุ สถานที่ให้ผู้สูงวัยมาพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจัดให้มีการอบรมด้านต่างๆ ทั้งสุขภาพ การดูแลตัวเอง เศรษฐกิจและวิชาชีพ กระทั่งผู้สูงอายุบางคนต่อยอดเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือโอท็อปได้” นางธนาภรณ์กล่าว

นางธนาภรณ์กล่าวอีกว่า พม.ยังได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) เพื่อการส่งเสริม การดูแล และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเมื่อปี 2557 ก่อตั้งในทุกอำเภอ 878 แห่ง และปี 2561 ก่อตั้งอีก 400 แห่ง ปัจจุบันมี 1,200 แห่ง จากกิจกรรมดังกล่าว สามารถดึงผู้สูงอายุให้ออกมาทำกิจกรรมข้างนอกได้ รวมทั้งยังดึงผู้สูงอายุติดบ้านที่เป็นกลุ่มเสี่ยงออกมานอกบ้านได้อีกด้วย

“สำหรับผู้สูงอายุติดเตียง ปัจจุบันกรมอนามัยได้จัดให้นักบริบาลชุมชน หรือแคร์กิฟเวอร์ เข้าไปดูแลตามชุมชนต่างๆ รวมถึงยังมีกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) 5,000 คนทั่วประเทศ เข้าไปดูแลด้วย แต่หลังจากนี้จะมีการกระจายลงไปสู่ท้องถิ่นด้วย นอกจากนี้ พม.ได้นำร่องทำธนาคารเวลา 44 แห่ง ทั้ง อบต. และเทศบาล สำหรับกลุ่มอาสาสมัครลงไปดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน ซึ่งผู้ที่ลงไปให้บริการ จะได้แต้มสะสม เพื่อนำมาใช้เมื่ออายุมากขึ้น ก็จะมีผู้มาดูแลตามจำนวนแต้มที่เก็บไว้ โดยจะประเมินผลการดำเนินงานในตุลาคมนี้” นางธนาภรณ์กล่าว

Advertisement

นางธนาภรณ์กล่าวว่า เพื่อความยั่งยืน พม.ให้ความสำคัญกับเรื่องอาชีพ ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ ซึ่งเบี้ยยังชีพและเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อให้ผู้สูงอายุพออยู่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาผู้สูงอายุให้มีอาชีพเพื่อให้เกิดความยั่งยืนไม่เป็นภาระของลูกหลานและสังคม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลผู้สูงอายุทั้งประเทศ จัดทำเป็นบิ๊กดาด้า หากทำเสร็จแล้วจะทำให้รัฐมองเห็นภาพรวมของปัญหา สามารถแก้ไขได้ตรงจุด อีกทั้งกำลังเสนอ ครม.ให้เรื่องผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ คาดว่าภายในปีนี้จะผลักดันสำเร็จ และหากประกาศเป็นวาระแห่งชาติแล้ว จะทำแผนผู้สูงอายุ 20 ปี ฉบับที่ 3 ปี 2565-2585

 

นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สุงอายุ