‘บิ๊กตู่’ เตรียมเปิดคลินิกหมอครอบครัวเพื่อ ปชช. ปรับโฉมบริการทางการแพทย์ ‘ลดแออัด-ลดรอคิว’

10.09.18 | 14:41 น.

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการคลินิกหมอครอบครัวเพื่อประชาชน (Primary Care Cluster : PCC) ว่า คลินิกหมอครอบครัวเป็นนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่เดินตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในอัตราส่วนที่เหมาะสมตั้งแต่ปี 2559 โดยได้จัดเป็นคลินิกหมอครอบครัว 1 ทีม ดูแลประชาชน 10,000 คน ซึ่งทีมหมอครอบครัวจะประกอบด้วยอย่างน้อยต้องมีแพทย์ 1 คน พยาบาล 2 คน และนักวิชาการสาธารณสุขอีก 2 คน แต่หากทีมใหญ่ก็จะมีหลากหลายสาขามากขึ้นอย่าง 10 คน ซึ่งจะดูแลประชาชนในพื้นที่ 10,000 คน หรือประมาณ 3,000 ครัวเรือน ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการกระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ตัวเมืองที่มีผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับบริการในโรงพยาบาลจังหวัด อย่างโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) แต่หากมีคลินิกหมอครอบครัวก็จะช่วยลดความแออัด ลดการรอคอยในโรงพยาบาล

“ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานคลินิกหมอครอบครัวนำร่องพื้นที่ที่มีความพร้อม 8 แห่ง ได้แก่ 1.โรงพยาบาลขอนแก่น 2.โรงพยาบาลกำแพงเพชร 3.โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก  4.โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ 5.โรงพยาบาลน่าน 6.โรงพยาบาลบุรีรัมย์ 7.โรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ และ 8.โรงพยาบาลตรัง ซึ่งคลินิกหมอครอบครัวที่ตั้งในโรงพยาบาลทั้ง 8 แห่งนี้จะทำงานประสานร่วมกับบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการทำงานดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งส่งเสริมป้องกันโรค และให้บริการการรักษา ลดการรอคิว ซึ่งในวันที่ 18 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเป็นประธานเปิดคลินิกหมอครอบครัวโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ สาขาคลองศาลา ต.ในเมือง อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์  ซึ่งคลินิกหมอครอบครัวที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เป็น 1 ใน 8 จังหวัดด้วย” นพ.ปิยะสกลกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คลินิกหมอครอบครัวจะซ้ำกับการทำงานของ รพ.สต.หรือไม่ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การมีคลินิกหมอครอบครัวไม่ต้องกังวลว่าจะซ้ำซ้อนกับการทำงานของ รพ.สต. แต่จะเป็นการเสริมกันในการทำงานให้บริการเพื่อประชาชน แต่คลินิกหมอครอบครัวจะช่วยดูแลในกลุ่มเมืองใหญ่ที่มีประชากรมาก และจะเน้นทำงานเชิงส่งเสริมป้องกันโรค แต่ทั้งหมดก็จะต้องทำงานร่วมกัน แต่การจัดบริการรูปแบบนี้ถือเป็นการพลิกโฉมการบริการด้านสาธารณสุขแบบใหม่ที่ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น เพราะทีมหมอครอบครัวจะรู้ประวัติสุขภาพของประชาชนที่ตนเองดูแล จะรู้ว่าครอบครัวนี้มีสมาชิกกี่คน และมีโรคประจำตัวอะไร หรือมีความเสี่ยงก่อโรคอย่างไร เช่น หากรัฐบาลมีนโยบายป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ทางทีมหมอครอบครัวก็จะทราบว่าต้องไปส่งเสริมอย่างไร และทำงานร่วมกับ รพ.สต.ในการให้บริการอย่างเหมาะสม เป็นต้น

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการจัดตั้งคลินิกหมอครอบครัวนั้นจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะสั้น ลดความแออัด ลดการใช้บริการที่โรงพยาบาล 60% ลดการรอคอยในโรงพยาบาลใหญ่ ลดการนอนโรงพยาบาล 15-20% 2.ระยะกลาง ลดป่วยช่วยป้องกันและควบคุมโรค ลดการตายของทารกแรกเกิด 10-40% เพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้สูงอายุ และ 3.ระยะยาว ลดค่าเดินทางของประชาชนไปโรงพยาบาล 1,655 บาทต่อคน ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 25-30% และช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี

 

Advertisement