‘อรรถพล ใหญ่สว่าง’ อดีต อสส.แย้มชิง ปธ.ก.อ. รอกฎหมายใหม่ประกาศใช้

10.09.18 | 16:03 น.

อัยการเลิกนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจตั้งเเต่ รธน.60 ประกาศใช้เเล้ว จับตากฎหมายอัยการใหม่ ชิงเลือกตั้งประธาน ก.อ.จากอัยการทั่วประเทศ “อรรถพล ใหญ่สว่าง“ อดีต อสส.พร้อมขึ้นชิง หลังเคยได้รับคะเเนนเสียงท่วมท้นตอนเป็น ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิ เเย้มเตรียมลาออกจากอัยการเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย


เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด และคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือประธาน ก.อ.มาจากเลือกตั้งอัยการทั่วประเทศยกเว้นอัยการผู้ช่วย จากเดิมอัยการสูงสุดเป็นประธาน ก.อ.โดยตำแหน่งว่า สำหรับผู้ที่จะสมัครลงประธาน ก.อ.ให้อัยการทั่วประเทศยกเว้นอัยการผู้ช่วยเป็นผู้ลงคะเเนนเสียงนั้น เมื่อกฎหมายประกาศราชกิจจานุเบกษา ผู้ที่ดำรงตำเเหน่งเป็นข้าราชการอัยการหรือคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ก็ดีจะต้องลาออกจากตำเเหน่งภายใน 15 วัน ถึงจะสามารถลงสมัครประธาน ก.อ.ได้ ซึ่งในเรื่องการเข้าสู่ตำเเหน่งประธาน ก.อ.นี้จะมี 2 ลักษณะคือการสมัครเข้าเพื่อให้ได้รับการคัดเลือก เเละมาจากการทาบทามโดยมีเงื่อนไขว่าต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว เเต่ก็มีจุดที่น่าสนใจว่าในกรณีที่มีผู้ถูกทาบทามหรือมีผู้สมัครไม่ถึงตรงนี้อาจจะมีปัญหาได้ เพราะร่างกฎหมายเขียนไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 5 คน เพราะหากสมมุติว่ามีคนมาสมัครเเค่ 4 คน ก็จะต้องทาบทามขึ้นมาอีกให้ครบ 5 คนจึงจะครบองค์ประกอบมิเช่นนั้นการเลือกอาจจะไม่ชอบ

“การทาบทามมีหลักเกณฑ์คือให้อัยการสามารถเสนอชื่อได้ แต่ต้องถามความยินยอมหรือไม่ เพราะบางคนหากเขาไม่เต็มใจ เเต่ไปทาบทามเขาเเละปรากฏว่าได้คะเเนนเสียงน้อยก็เป็นการเสียหน้า กรณีนี้จึงต้องเป็นการเต็มใจที่จะลงมาเเข่งขันเเล้วเท่านั้น อีกจุดที่สำคัญคือการห้ามหาเสียง เพราะจะมีสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ประชาสัมพันธ์เองว่าผู้สมัครเป็นใครเเละมีคุณสมบัติอย่างไร ถ้าใครไปหาเสียงถือว่ามีความผิดวินัย ในที่นี้รวมถึงหาเสียงให้คนอื่นก็ผิดวินัยด้วย” นายอรรถพลกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดว่าจะเริ่มกระบวนการเลือกประธาน ก.อ.ได้เมื่อไหร่ นายอรรถพลกล่าวว่าเมื่อมีการประกาศราชกิจจาฯเเล้ว กฎหมายตัวนี้ผ่านสภาไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน ตอนนี้อยู่ระหว่างเสนอขึ้นโปรดเกล้าฯก็จะต้องดูว่ามีปัญหาว่าจะมีใครยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นใดของร่างกฎหมายหรือไม่ เพราะมีข่าวว่ายังมีการท้วงติงที่กฎหมายบัญญัติเรื่องการเลือกตั้งประธาน ก.อ.เเละ ก.อ.ในครั้งนี้ผู้ที่เป็นอัยการอาวุโสจะไม่มีสิทธิได้รับการคัดเลือก มีเเต่สิทธิที่จะเลือกเท่านั้น ก็ต้องดูว่า สนช.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เเต่การที่ สนช.จะยื่นได้ต้องรวบรวมรายชื่อครบ 25 เสียง ต้องดูว่าจะมองอย่างไรกับประเด็นนี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

Advertisement

เมื่อถามว่ากฎหมายฉบับนี้เขียนห้ามอัยการนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐเเละกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นๆ นายอรรถพลกล่าวว่า ปัจจุบันนี้ไม่มีอัยการไปนั่งตามบอร์ดรัฐวิสาหกิจหรือตามหน่วยงานอื่นๆ แล้ว เนื่องจากก่อนที่จะออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้มีบทบัญญัติห้ามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ อัยการเราจึงประกาศห้ามเลย เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเราจะต้องทำตาม ตนมีความเห็นส่วนตัวว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศแล้วเราอัยการก็ห้ามมีความเห็นไปเลยมันเป็นไปตามกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราต้องยอมรับตามกติกา แม้ความเห็นในส่วนตัวจะเห็นว่าเป็นการช่วยรัฐวิสาหกิจเเละเป็นประโยชน์อย่างมากก็ตาม เเต่เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศเเล้วต้องปฏิบัติ

ถามต่อว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.อัยการใหม่นี้ประกาศใช้ จะลงสมัครประธาน ก.อ.หรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่า หากจะสมัครนั้น ตนก็จะต้องลาออกจากอัยการ และรักษาการ ก.อ. กลายเป็นข้าราชการบำนาญถึงจะมีสิทธิลงด้วย

เมื่อถามว่าย้ำว่าพร้อมลาออกหรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่า “ผมพร้อมลาออกเเน่นอน เเต่เรื่องสมัครประธาน ก.อ.ขอไม่พูด เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าหาเสียง”

ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า สำหรับนายอรรถพล ใหญ่สว่าง นั้นเคยดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 11 ต่อจากนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ แต่ต่อมาถูกให้พ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุด ในช่วงที่มีการยึดอำนาจคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ใหม่ๆ โดยขณะนั้นได้ให้นายอรรถพลไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานอัยการสูงสุด ตามคำสั่ง คสช.

แต่ต่อมาในช่วง 20 พฤศจิกายน 2557 ได้มีการเลือกตั้งซ่อม ก.อ.สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ต้องเลือกจากข้าราชการอัยการชั้น 6 ขึ้นไป 1 ตำแหน่ง แทนนายเรวัตร จันทร์ประเสริฐ ซึ่งเดิมได้รับเลือกตั้งเป็น ก.อ.สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ แต่เมื่อนายเรวัตรได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด จึงทำให้ตำแหน่ง ก.อ.ในสัดส่วนดังกล่าวว่างลง ปรากฏว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่อัยการ ทั่วประเทศที่มีสิทธิลงคะแนนกว่า 3,100 คนแล้วส่งกลับมามีจำนวนกว่า 2,400 ใบ

ปรากฏว่า นายอรรถพลได้คะแนนสูงถึง 1,677 คะแนน ซึ่งเกินจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิและผู้ลงคะแนนไปจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ว่าไม่เคยมีผู้ใดได้รับคะเเนนคัดเลือกจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน ทำให้มีการพูดคุยกันมากว่าการเลือกตั้งซ่อม ก.อ.ในครั้งนั้นสะท้อน ความเป็นเอกภาพในการบริหารงานของการสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป

เนื่องจากนายอรรถพลพ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุดในช่วง คสช. เเต่ได้กลับมาลงแข่งขันเลือกตั้งเป็น ก.อ.สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ และได้รับเลือกในคะเเนนที่สูงลิ่วเเต่ยังได้รับความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็เป็นที่น่าจับตามองว่าหลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายอัยการฉบับใหม่ หากนายอรรถพลซึ่งบอกสั้นๆ ว่าพร้อมลาออกจากอัยการและ ก.อ.ที่นั่งรักษาการอยู่ ซึ่งก็มีเเหล่งข่าวยืนยันว่านายอรรถพลมีความพร้อมในการสมัครลงประธาน ก.อ.ในครั้งนี้อย่างสูง จะสร้างปรากฏการณ์ได้คะเเนนเสียงท่วมท้นขึ้นเป็นประธาน ก.อ.คนเเรกที่มาจากการเลือกของอัยการทั่วประเทศได้หรือไม่