หลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานในพื้นที่ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” ทั่วประเทศ เพราะหลายชุมชนยังติดขัดเงื่อนไขตามคู่มือดำเนินการ ทำให้กระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการและค่าใช้จ่ายโครงการหมู่ละ 2 แสนบาท ไม่ทันกรอบเวลาเดิม แต่วันนี้หลายชุมชนเริ่มนำเงินไปใช้จนเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว
เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ล่าสุด “ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์” รองปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการจัดทำสวนหย่อมในชุมชนของชุมชนหมู่บ้านอยู่เจริญ ซอยลาดพร้าว 101 เขตวังทองหลาง หลังได้รับงบประมาณสนับสนุนตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จนดำเนินการแล้วเสร็จเป็นแห่งแรกในพื้นที่เขตวังทองหลาง

ศิลปสวยกล่าวว่า เขตวังทองหลาง ประกอบด้วย 19 ชุมชน ทุกชุมชนเสนอของบจากโครงการไทย
นิยมฯทั้งหมด ส่วนใหญ่เสนอเป็นโครงการปรับภูมิทัศน์ ซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค บำรุงรักษาดูแลระบบระบายน้ำ แต่บางชุมชนเสนอโครงการเพื่อรักษาความปลอดภัย อาทิ ซ่อมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ซ่อมเครื่องเสียงตามสาย เป็นต้น ส่วนชุมชนหมู่บ้านอยู่เจริญเสนอโครงการจัดทำสวนหย่อมชุมชน ถือเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จ เริ่มตั้งแต่กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ช่วยกันคิด ทำ จากนั้นเสนอโครงการมายังคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมฯระดับเขต ก่อนได้รับการพิจารณงบประมาณ รวม 196,700 บาท เมื่อเดือนมิถุนายน จนเสร็จสิ้นในกันยายน

“สำหรับชุมชนหมู่บ้านอยู่เจริญ เป็นชุมชนขนาดใหญ่มีขนาดพื้นที่ 30,233 ไร่ ประกอบด้วย ประชาชน 1,035 คน รวม 414 หลังคาเรือน แม้ชุมชนมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่พื้นที่กิจกรรมและออกกำลังกายยังไม่เพียงพอต่อคนในชุมชน พื้นที่ส่วนกลางซึ่งอดีตเคยเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ จึงถูกปรับปรุงเป็นสวนหย่อม ทั้งยังอยู่ระหว่างการนำเครื่องออกกำลังกาย เครื่องเล่นเด็กมาติดตั้งเพิ่มเติม จึงเสนอ
แนะให้ชุมชนช่วยกันดูแลรักษาสวนหย่อมแห่งนี้ให้คงไว้ตลอดไป” ศิลปสวยกล่าว
ด้าน จตุณัฐ ไสเกื้อสุวรรณ รักษาการประธานชุมชน กล่าวว่า ชุมชนมีพื้นที่ส่วนกลาง 4 ส่วน ได้ถูกพัฒนาใช้พื้นที่เพียง 2 ส่วน และอีก 2 ส่วน เป็นพื้นที่รกร้าง เดิมพื้นที่จัดทำโครงการสวนหย่อมแห่งนี้เป็นโครงการจัดทำบ่อบำบัดน้ำเสีย ต่อมาเกิดป่ารกสูงจนเต็มพื้นที่ มีคนเร่ร่อนเข้ามากางเต็นท์อาศัย จึงประสานพื้นที่ไปยังฝ่ายพัฒนาสังคมเขต เข้ามาดูแล ก่อนระดมแรงแข็งขันกันพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากการปรับปรุงต้องใช้งบประมาณมาก อาทิ การปรับหน้าดิน ปูพื้นซีเมนต์ จัดหาอุปกรณ์พักผ่อน เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น ประจวบเหมาะกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทางชุมชนจึงขอคำปรึกษากับเขต เพื่อเสนอโครงการรับสนับสนุนงบ 2 แสนบาท

จตุณัฐให้ความเห็นต่อโครงการไทยนิยมฯว่า ทำให้ชุมชนเกิดการรวมตัว สร้างความเข้มแข็งและสร้างงานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ข้อเสียโครงการคือ มีกระบวนการยุ่งยาก มีความล่าช้า ตั้งแต่การจัดเตรียมเอกสาร จนถึงขั้นตอนอนุมัติงบ อาจเพราะทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
“หากมีโครงการไทยนิยมฯ ในระยะต่อไป เสนอให้การจัดทำเงื่อนไขการพิจารณและอนุมัติค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น ชุมชนเขตเมืองและชุมชนพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะชุมชนเมือง จะมีลักษณะแตกต่างกับชุมชนพื้นที่อื่น โดยส่วนมากจะต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มากกว่าโครงการสร้างงานสร้างอาชีพ” จตุณัฐกล่าว
ถามว่าแจกเงินชุมชนหมู่บ้านละ 2 แสนบาท คุ้มค่าหรือไม่ ต้องตอบว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด หากนำเงินทุกบาทไปใช้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
นฤมล รัตนสุวรรณ์
[email protected]

