เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา ผกก.2 บก.ป.พ.ต.อ. แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. นำกำลังจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุสังหาร ดร.อัครนันท์ มงคลชลสวัสดิ์ อายุ 56 ปี บิดาผู้พิพากษาและเป็นประธาน บริษัท ฟินิกซ์ เวิลด์ เอนเนอจี จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งประกอบด้วย นายวิฑูรย์ กรีธาธร หรือ สจ.เก่ง อดีต สจ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี อายุ 38 ปี พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง หรือเสธมุ่ย นายทหารนอกราชการ อายุ 62 ปี นายโชติทิวัตถ์ จิรภัทรพุฒิธนา หรือบอย อายุ 44 ปี เจ้าของบริษัท ฟ้าชัย วิศวกรรม จํากัด และ นายวราวุฒิ ผาสุข อายุ 43 ปีว่า จากการสอบสวนในชั้นจับกุมเบื้องต้นพบว่ามีผู้ต้องหาบางรายสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยอ้างว่าหากไม่ชิงลงมือก่อนก็อาจถูกผู้ตายเป็นฝ่ายฆ่า ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้นำผู้ต้องหาทั้ง 4 รายส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการท้องที่ที่เกิดเหตุดำเนินคดีเเล้ว
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 4 รายที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบจับกุมตัวได้ก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีผู้ต้องหาอีก 1 ราย ที่เป็นเจ้าของรถที่ใช้ขับไปยิง ดร.อัครนันท์ ที่ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดียอมรับว่าการติดตามตัวผู้ต้องหาค่อนข้างทำได้ยาก และไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหารายนี้จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบก่อนหน้านี้พบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 ราย คือนายโก๋ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นมือปืนที่ยิง ดร.อัครนันท์ แต่ภายหลังเกิดเหตุพบว่าถูกรถชนเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจากการสืบสวนเชิงลึกเชื่อว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัดตอน
ทั้งนี้จากการตรวจสอบแผนประทุษกรรมของผู้ต้องหาแก๊งนี้ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายโชติทิวัตถ์ หรือบอย พ.อ.สมศักดิ์ มุ่ยแฟง หรือ เสธมุ่ย และ ดร.อัครนันท์ ได้ร่วมกันเปิดบริษัทเกี่ยวกับพลังงานทดแทน หรือโซลาร์เซลล์ แต่ต่อมาผู้ตายได้แยกตัวไปเปิดบริษัทของตัวเอง ก่อนรับงานจากลูกค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งได้ลูกค้าเก่าจากบริษัทเดิมเนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อมั่นในตัวของ ดร.อัครนันท์ ทำให้บริษัทที่ทั้งสามเคยร่วมกันเปิดขาดรายได้จำนวนมากและมีทีท่าว่าจะล้มละลาย


