คุณจำเรียงถูกจับได้พร้อมหม้อด้าม ขวดน้ำพลาสติก เสื้อเกาะอก
เสื้อเดรส เสื้อผู้หญิง กางเกงสีดำ ข้าวเกรียบข้าวโพด 7 รายการ
มูลค่ารวม 8,583 บาท ที่เดินหยิบฉวยเอามาจากห้างสรรพสินค้า
แล้วแอบเอาไว้
แต่ที่ไหนจะรอดไปได้
ด้วยว่ากล้องโทรทัศน์วงจรปิดในห้างสรรพสินค้า
แม้จะน้อยกว่าตาสับปะรด แต่กล่าวได้ว่ามีมากมายทีเดียว
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง
ขอให้ลงโทษคุณจำเรียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 คือลักทรัพย์
เมื่อคดีถึงศาล คุณจำเรียงให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณจำเรียงมีความผิดตามมาตรา 334
ให้จำคุก 6 เดือน แต่ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน
คุณจำเรียงอุทธรณ์
ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 4 เดือน
เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน
และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน
คุณจำเรียงฎีกาคดี
โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ว่าที่ทำไปนั้นไม่รู้สำนึกในการกระทำ
บังคับตนเองไม่ได้ เพราะป่วยเป็นโรคไบโพลาร์
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามคุณจำเรียงแล้ว
คุณจำเรียงให้การรับสารภาพตลอดข้อหาจึงได้บันทึกคำฟ้องคำรับสารภาพ
และพิพากษาลงโทษคุณจำเรียงจนเสร็จการพิจารณาของศาลชั้นต้น
คุณจำเรียงไม่ได้ยกเหตุที่คุณจำเรียงไม่สมควรต้องรับโทษเพราะเหตุจิตบกพร่อง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ขึ้นกล่าวอ้างเลยฎีกาของคุณจำเรียง
จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น
จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน
คุณจำเรียงจึงต้องคำพิพากษา กักขัง
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6642/2558)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น
คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา
และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย
การวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีข้อใดไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา
ให้กระทำโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงอำนาจของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 140 วรรคสอง
ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใดๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์
เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้
หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นฎีกา
คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้
(ปัจจุบันมาตรานี้ยกเลิกไปแล้ว แต่มีที่บัญญัติชึ้นใหม่บัญญัติไว้ทำนองเดียวกัน)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4
ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับในศาลแขวง
แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้บังคับ ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชนและกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน