“สำนักกิจฯ-สื่อ”รับพบปัญหาละเมิดสิทธิฯเด็ก-เหยื่อถูกกระทำในครอบครัวเพิ่มต่อเนื่อง แม้มีกฎหมายคุ้มครอง 2 ฉบับแต่ยังถูกเมิน ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ที่ตกเป็นแหล่งข้อมูลและครอบครัวเหยื่อ
เมื่อวันที่ 17 กันยายน สำนักงานอัยการสูงสุดจัดเสวนา”บทบาทของสื่อมวลชนในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในสังคม”โดยมีนายสาโรจน์ นักเบศกร์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการและโครงการพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวริชย์ ที่ปรึกษากรมประชาสัมพันธ์ และนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเข้าร่วม
นายสาโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงและถูกล่วงละเมิด 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 2550 โดยมาตรา 27 ในพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯระบุชัดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้ได้รับความเสียหายแต่จิตใจ ชื่อเสียงฯหรือสิทธิประโยชน์ของเด็ก ขณะที่มาตรา 9 ของพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ ก็ชี้ชัดว่าหากเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำมีการแจ้งความหรือร้องทุกข์แล้ว ห้ามมิให้มีการตีพิมพ์ เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ทั้งเรื่องและภาพที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวยังมีผลผูกพันกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและการขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีทุกรูปแบบ ซึ่งมีการกำหนดกรอบที่กว้างและไม่ชัดเจนโดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกล่วงละเมิด หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรง ดังนั้นไทยจึงมีการยกร่าง ยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตร การเชิงปฎิบัติการของสหประชาชาติในการขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งไทยใช้เป็นกรอบแนวทางปฎิบัติมาตั้งแต่ปื 57 ถึงปัจจุบัน แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากสื่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งจนทำให้บางเหตุการณ์ส่งผลเสียหายต่อสภาพจิตใจผู้ถูกกระทำจนถึงขั้นต้องย้ายโรงเรียน หรือย้ายที่พักหนีออกจากชุมชนไปเลย
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า สื่อไทยมีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย สื่อมองว่าแหล่งข่าวเป็นแค่วัตถุดิบที่ให้ข้อมูลโดยไม่ได้ให้ความสำคัญว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรปกป้อง โดยที่แหล่งข่าวเองก็ไม่ทราบสิทธิในการปกป้องหรือดูแลตัวเอง สื่อได้ละเมิดสิทธิฯผู้เสียหายโดยไม่ตระหนักว่าเขาเหล่านั้นมีกฎหมายคุ้มครอง ไม่ว่าจาก การถ่ายซูมภาพศพ การไม่ปกปิดใบหน้าผู้ถูกกระทำรุนแรง การไม่ใช้เทคโนโลยีดัดแปลงเสียง หรือการทำแผนประกอบคำรับสารภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งสื่อควรต้องมีวิจารญาณในการตรวจสอบและควบคุมว่าทำได้มากน้อยเพียงใด และระดับใดจึงเรียกว่าเหมาะสม โดยที่ไม่ไปละเมิดสิทธิตามที่พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับระบุไว้
“สื่อที่ทำข่าวเด็ก สตรี และเยาวชน ได้รับการอบรมทางกฎหมายในเรื่องพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและผู้ถูกกระทำความรุนแรงก็จริง แต่เมื่อข่าวเข้าไปอยู่ในกองบรรณาธิการแล้ว บก.ยังทำแบบเดิมก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากข่าวมีการแข่งขันกันสูงมาก ไม่ได้มีเฉพาะทีวีและหนังสือพิมพ์ แต่ยังมีสื่อออนไลน์ การพยายามควบคุมจึงเป็นเรื่องยาก ต้องยอมรับว่าสื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมหรือปกป้องสิทธิฯของเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำทำรุนแรงน้อยมาก”นายอภิรักษ์ กล่าว
ด้านนายชวรงค์ กล่าวว่า แม้ในทางกฎหมายผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรง เด็ก สตรีและเยาวชน จะมีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน แต่ความจริงกลับทำไม่ได้ พบว่ามีมูลนิธิบางแห่ง นำเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำมาแถลงข่าว หรือนำตัวมาให้นักข่าวซักถามคำถามซึ่งเป็นการตอกย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกะทำด้วยความรุนแรง และแม้ว่าจะมีการปกปิดใบหน้า สวมหมวก แต่ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิฯผู้เสียหายอยู่ดี ถึงจะอ้างว่าสื่อทำหน้าที่เหมือนกระจก หรือหมาเฝ้าบ้านสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมแต่อีกด้านหนึ่งก็เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายและจริยธรม ซึ่งสื่อจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับและดูแลกันเอง โดยต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่นำเสนอภาพเหยื่อ สำหรับในส่วนของหนังสือพิมพ์พบว่า มีการละเมิดน้อยลง ส่วนทีวีเนื่องจากต้องใช้ภาพเป็นหลักจึงยังพบว่าอาจมีหลุดมาบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
“การเคารพสิทธิเหยื่อที่ถูกกระทำรุนแรงในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เชื่อว่าทุกประเทศก็มีปัญหานี้ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการตอกย้ำภาพของความรุนแรงในสังคม จนทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือมีการก่อเหตุซ้ำ ซึ่งการแก้ไขปัญหาไม่ใช้เฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย หรือแก้ไขที่สื่อมวลชนอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องในสังคมด้วยที่จะช่วยกันปกป้องและคุ้มครองไม่ให้ผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงทั้งเด็กและสตรีตกเป็นเหยื่อซ้ำซาก”ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ กล่าว
“

