เมื่อวันที่ 17 กันยายน ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการของเภสัชกรในหน่วยงานของรัฐ ว่า กรณีที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 เกี่ยวกับประเด็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยา พ.ศ. …ฉบับใหม่ ซึ่งมีการพาดพิงว่า “ไม่มีเภสัชกรในหน่วยงานของรัฐแม้แต่คนเดียวที่ช่วยงานในช่วงนอกเวลาราชการ” และ “ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)” นั้น เป็นการสื่อสารข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงเภสัชกรในหน่วยงานของรัฐมีบทบาทในการดำเนินการและเป็นผู้ประสานงานหลักของระบบยาในองค์กร ซึ่งต้องมีการทำงานร่วมกับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่นๆ ในรูปแบบทีมสหวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยา ปัจจุบันกลุ่มงานเภสัชกรรมมีการให้บริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในทั้งในและนอกเวลาราชการในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) หรือแม้แต่โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ จะมีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง

“กรณีที่ระบุว่าไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงานใน รพ.สต.นั้น ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังไม่มีการบรรจุ หรือกำหนดกรอบอัตรากำลังเภสัชกรให้ปฏิบัติงานประจำที่ รพ.สต. อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลชุมชนซึ่งเป็นแม่ข่ายของ รพ.สต.ได้จัดสรรเภสัชกรหมุนเวียนลงไปปฏิบัติงานที่ รพ.สต. เป็นครั้งคราวตามระยะเวลาที่กำหนด หากเภสัชกรไม่เพียงพอ อาจมีการจัดสรรเจ้าพนักงานเภสัชกรรมลงไปปฏิบัติงานภายใต้การกำกับดูแลของเภสัชกร” แถลงการณ์ระบุ
นอกจากนี้ แถลงการณ์ระบุว่า เภสัชกรโรงพยาบาลจะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับยา ตั้งแต่กระบวนการจัดหา จัดเก็บ เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพพร้อมใช้และเพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งรวมถึงการผลิตยาบางรายการที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด เตรียมยาและผสมยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามแพทย์สั่ง เช่น ยาหยอดตา ยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก ยาเคมีบำบัด สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำ เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแพทย์และความจำเป็นในการใช้ของผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาล อีกทั้งตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายยา ให้คำแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย และกระจายยาไปยังหอผู้ป่วยใน ที่สำคัญ ปัจจุบันเภสัชกรโรงพยาบาลได้ขยายบทบาทไปสู่การดูแลผู้ป่วยที่เรียกว่า “การบริบาลทางเภสัชกรรม” เช่น การประสานรายการยาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการตรวจรักษากับแพทย์หลายคน เพื่อป้องกันการได้รับยาซ้ำซ้อน

