เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัดนครราชสีมา นายมงคล สาริสุต ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดนครราชสีมา แถลงข่าวผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รอบปีงบประมาณ 2561 โดยผลงานที่น่าสนใจคือ การชี้มูลความผิดนายสุวัฒน์ พื้นทะเล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมปลัดเทศบาลตำบลหัวทะเล ผู้อำนวยการกองคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีดำเนินโครงการ ศึกษาดูงานนอกสถานที่จังหวัดหนองคายเป็นเท็จ ดำเนินงานไม่เป็นไปตามโครงการ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ทำเรื่องเสนอไปยังนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานกรรมการเทศบาล พิจารณาลงโทษทางวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้เรื่องได้อยู่ในมือของผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว
นอกจากนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้นายอำพร มณีกรรณ์ ออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี กรณีที่ปกปิดบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งศาลได้สั่งไปแล้วเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา
ขณะที่ในภาพรวมนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอาญาและวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนใหญ่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น 72 คน เป็นหัวหน้าส่วนราชการ 1 คน ผู้บริหารเทศบาล 2 คน ผู้บริหาร อบต. 8 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 9 คน และเอกชน 5 คน ตลอดจนมีมติผิดวินัยไม่ร้ายแรง เจ้าหน้าที่รัฐ 47 คน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ ป.ป.ช.จังหวัดนครราชสีมาที่สามารถเอาผิดกับเอกชนที่กระทำการทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สำเร็จ
นอกจากนี้นายมงคลยังเปิดเผยถึงคดีการทุจริตสนามฟุตซอลว่า ตอนนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมดแล้ว อยู่ในกระบวนการสรุปคำแก้ข้อกล่าวหาอยู่คงจะใช้เวลาอีกสักพักหนึ่ง ถ้าถามว่านานแค่ไหนตอนนี้ประธาน ป.ป.ช.ได้เร่งคณะอนุกรรมการชุดนี้ให้ดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็วอยู่ ซึ่งจริงๆ เกินระยะเวลาที่กำหนดมาแล้ว แต่ยังทำอยู่ โดยเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการขึ้นศาลทุจริตที่ จ.สุรินทร์ แต่ไปขึ้นศาลกีฏาแผนกคดีอาญาทางการเมือง เมื่อถามถึงหลักฐานที่จะสาวไปถึงนักการเมืองเพื่อเอาผิด นายมงคลกล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ ถ้ามองในแง่ของกฎหมายควรที่จะชัดเจนมากกว่านี้เพื่อที่จะเอาผิด แต่เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วก็แสดงว่ามีความมั่นใจเกิน 50% ซึ่งคงต้องให้โอกาสผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วย
“เรื่องทุจริตสนามฟุตซอลมีคนสอบถามเยอะมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีเพียงแค่โคราชเท่านั้น โคราชแค่ 56 โรงเรียน อย่าง จ.อุบลราชธานี น่าจะเกือบร้อยโรงเรียน จ.ชัยภูมิ ก็มี ซึ่งการทุจริตสนามฟุตซอลนั้นมีถึง 17 จังหวัด มีผู้ถูกกล่าวหาร่วมกระบวนการทั้งหมดเกือบ 600-700 คน ดังนั้นเราจึงต้องรอบคอบเป็นอย่างมาก เพราะการที่จะนำคนออกจากราชการหรือติดคุกต้องชัดว่ามีความผิดจริงหรือเปล่า มีเจตนาจริงหรือเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย และต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายมงคลกล่าว
เมื่อถามว่านักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะย้ายไปอยู่พรรคสนับสนุนรัฐบาลเพื่อวิ่งเต้นล้มคดีนี้หรือไม่ นายมงคลกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครมาวิ่ง ป.ป.ช.โคราชไม่รู้พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ทำอย่างเดียวและได้แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อีกอย่างกรรมการ ป.ป.ช.มีเก้าคน มาจากทุกทิศทุกทาง ตนมั่นใจในองค์กร ไม่เคยมีใครมาสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือสั่งตนได้ เพราะมีหลักกฎหมายอยู่
“อยากให้มั่นใจในการทำงานของ ป.ป.ช. ส่วนที่ถามว่าครูที่เซ็นรับสนามโดยไม่ได้มีส่วนได้เสียได้มีการกันไว้เป็นพยานหรือไม่ จริงๆ แล้วคดีนี้ไม่มีแพะ เป็นตัวจริงทั้งหมด ซึ่งท่านไม่ได้ทำหน้าที่ของท่าน โดยหลักทั่วไปหากท่านเป็นคนตรวจสอบ ท่านก็ต้องตรวจสอบก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูเหตุผลที่ท่านไม่ทำ เป็นเพราะอะไร นำองค์ประกอบต่างๆ มาประกอบกันอีกที ต้องเข้าใจก่อนว่าการกันพยานไม่ใช่ว่าจะสามารถกันใครไว้ก็ได้ มันมีหลักอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ต้องเป็นผู้ร่วมกระทำผิด 2.ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีจนสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้ 3.ต้องพร้อมที่จะให้การในชั้นศาล ซึ่งการกันพยานเป็นอำนาจของคณะกรรมการทั้ง 9 ท่าน ที่จะพิจารณาว่ากันใครหรือไม่กัน การกันพยานอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ตามอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าทำผิดผมเอาผิดได้หมด ผมยืนยัน เอาหัวเป็นประกัน ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ป.ป.ช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ผมยืนยัน” นายมงคลกล่าว

