ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ กกต.เรื่องจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว มีจำนวน 350 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน จำนวน ส.ส.ลดลงใน 23 จังหวัด
ผู้แทนพื้นที่ หรือ ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคอีสาน ลดลงจาก 126 คน เหลือ 116 คน ผู้แทนภาคกลาง ลดลงจาก 82 คน เหลือ 76 คน ผู้แทนภาคใต้จาก 53 คน เหลือ 50 คน และผู้แทนใน กทม.จาก 33 คน เหลือ 30 คน
ทุกคนต้องปรับตัว ปรับแผน ปรับกลยุทธ์
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ยืนยันว่า กกต.จะจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น ไม่คำนึงว่าต้องให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ
สนุกคึกคักขึ้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ประกาศว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะได้จัดตั้งรัฐบาลและตั้งนายกรัฐมนตรี ทำให้ นายถวิล ไพรสณฑ์ นักการเมืองรุ่นเก๋าคนหนึ่งของประชาธิปัตย์ตอบรับในทันทีว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดถูกต้องตามหลักการ พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากต้องเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็ต้องมาจากพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก
แต่มีปัญหาที่หลายคนสงสัย ว่า พล.อ. ประยุทธ์คิดจะ “วางมือ” หรือ “เดินต่อ” แบบเดียวกับที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เคยใฝ่ฝันอยากจะเป็น
นั่นก็คือ เปลี่ยนจาก “ทหาร” ที่ได้อำนาจมาด้วยการ “รัฐประหาร” มาเป็น “นักการเมือง” ในอิงแอบกับระบบเลือกตั้ง
ดูเหมือน กองหนุน กองเชียร์ บริวารแวดล้อมกำลังเคลื่อนไหวกันคึกคักสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
แต่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ “อนาคต” ของพรรค การเมืองต่างๆ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ก็พูดกันไปว่าจะมาเป็นที่ 1 แต่ความเป็นจริงคงยาก อาจจะได้แค่ที่ 4 ที่ 5”
มีเหตุผลอะไร นักการเมืองผู้คร่ำหวอดอย่าง “นิพิฏฐ์” ถึงได้กล้าจัดอันดับให้กับพรรคและพวกที่หาเสียงล่วงหน้าอย่างนั้น
พร้อมกันนั้นยังมี “เสียง” ตอกย้ำ “อย่าคืนคำ” !
เสียงจาก ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
“ยืนยัน เพื่อไทยไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนอก และขอชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ที่พูดได้อย่างถูกต้องว่า พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะได้จัดตั้งรัฐบาลและตั้งนายกรัฐมนตรี”
ขอให้ยึดมั่นและจดจำสิ่งที่พูดไว้ให้นานๆ !?!!

