ศาลฎีกาไม่รับฎีกา ตัวแทนขาย จีที 200 หลังอุทธรณ์ให้ชดใช้ 9 ล้าน ‘กรมราชองครักษ์’ เหตุคุณภาพไม่ตรงโฆษณา

22.09.18 | 14:24 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ได้อ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา ในคดีทางเเพ่ง ครพ.ผบ.1314/2561 ที่กรมราชองครักษ์โจทก์ กับบริษัท เอวีเอ แซทคอม จำกัด, นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ, นายเดชพิภัทร์ วัฒนกิจ, นางศศกร ปลื้มใจ และ น.ส.พันธวีทรัพย์ สุดยาใจ เป็นจำเลยที่ 1-5 ใน คดีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดและยาเสพติด รุ่น GT200 จำนวน 2 ชุด ชุดละ 900,000 เป็นเงิน 1.8 ล้านบาท เครื่องตรวจสารระยะไกลและอุปกรณ์ยี่ห้อ Global Technical รุ่น GT200 จำนวน 3 ชุด วงเงิน 3.6 ล้านบาท เครื่องตรวจหาสสารระยะไกลและอุปกรณ์ยี่ห้อ โกลบอล รุ่น GT200 จำนวน 3 ชุด วงเงิน 3.6 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 9 ล้านบาท ที่มีปัญหาไม่สามารถใช้การได้

โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า โจทก์เป็นหน่วยงานรัฐสังกัดกลาโหม มีฐานะเป็นกรมมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย องค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ ตามกฎหมายว่าด้วยราชองครักษ์และกฎหมายอื่นๆ ว่าด้วยการถวายความปลอดภัย ส่วนจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท ประกอบกิจการค้าและซ่อมแซมเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดรวมถึงอุปกรณ์อะไหล่ โดยจำเลยทั้ง 5 รู้อยู่แล้วว่าสินค้าที่นำเสนอต่อโจทก์ไม่มีคุณสมบัติตามที่จำเลยเสนอขายเมื่อปี 2550 โดยจำเลยร่วมกระทำการยื่นใบเสนอราคา พร้อมแคตตาล็อกและเอกสารแสดงรายละเอียดเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดและยาเสพติดรุ่น GT200 จำนวน 2 ชุด ชุดละ 9 เเสน เป็นเงิน 1.8 ล้านบาท เท่ากับราคากลางที่ทางราชการกำหนดไว้

พวกจำเลยกล่าวอ้างคุณลักษณะประสิทธิภาพเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและยืนยันว่าเป็นเครื่องมือที่มีความเชื่อถือได้สูง ได้รับการยืนยันกองทัพบกอังกฤษและกระทรวงกลาโหมเนเธอร์แลนด์ ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษของโจทก์ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอราคา คุณสมบัติแล้วหลงเชื่อว่าเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 ของจำเลยที่ 1 มีคุณภาพตรงตามใบเสนอราคา จึงหลงเชื่อ และเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โจทก์ได้เข้าทำสัญญาซื้อขาย, ตรวจรับพัสดุ ตามลำดับ แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพการใช้งาน เนื่องจากก่อนส่งมอบจำเลยต้องจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่โจทก์ คณะกรรมการจึงเชื่อว่าเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดมีคุณภาพตามที่กำหนดในสัญญาจึงชำระเงินครบถ้วน โดยภายหลังการรับมอบโจทก์ได้นำเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดไปประจำขบวนเสด็จฯขณะนั้นไม่ปรากฏปัญหาการใช้งาน เนื่องจากการถวายความปลอดภัยมีการตรวจสอบความปลอดภัยหลายขั้นตอน ต่อมาโจทก์จึงมีนโยบายจัดซื้อเครื่องตรวจสสารระยะไกลเพิ่ม จำนวน 6 ชุด จึงสอบถามรายละเอียดไปยังพวกจำเลย โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อเครื่องค้นหาสสารระยะไกลว่ามีประสิทธิภาพ จึงส่งใบเสนอราคาพร้อมเงื่อนไข โจทก์จึงดำเนินการจัดซื้อเครื่องค้นหาสสารระยะไกลจำนวน 3 ชุด ราคาชุดละ 1.25 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 3.75 ล้านบาท เท่ากับราคากลางที่ราชการกำหนดไว้ซึ่งมีผู้เสนอราคา 1 รายคือพวกจำเลยเหมือนกับการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด 2 เครื่องโดยคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษได้ตรวจคุณสมบัติผู้เสนอราคาเเละได้ต่อรองจำเลยที่ 1 ลดราคาเหลือ 3.6 ล้าน ซึ่งหลังการใช้งานก็ไม่พบปัญหาการใช้งานเช่นเดียวกัน ต่อมาจึงได้มีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับโกลบอล รุ่น GT200 จำนวน 3 ชุด วงเงิน 3.6 ล้านบาท รวมเป็นทั้งหมด 3 ชุดใหญ่ รวมมูลค่า 9 ล้านบาท

ต่อมา โจทก์ได้ให้ข้าราชการเข้าฝึกอบรมการใช้เครื่องตรวจจับอาวุธและทำการตรวจสอบเครื่องตรวจจับอาวุธดังกล่าว พบว่าไม่มีคุณภาพและคุณลักษณะอันเป็นสาระสำคัญ จึงงดใช้เครื่องในการถวายความปลอดภัย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาทั้ง 3 ฉบับและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายใน 7 วัน ชำระเงิน 12,893976.41 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ของเงินต้น 9 ล้านบาทนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระ

จำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวงเสนอขายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดทั้ง 3 ชุด เนื่องจากไม่มีความรู้ด้านไฟฟ้าที่จะหลอกลวงโจทก์และเครื่องดังกล่าวมีใช้ในหน่วยงานกองทัพอากาศ โดยโจทก์เป็นผู้ติดต่อแจ้งความประสงค์ต้องการซื้อโดยที่จำเลยไม่เคยโฆษณาประชาสัมพันธ์เสนอขายชักชวน และจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตว่าเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดดังกล่าวมีคุณสมบัติใช้งานได้

Advertisement

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี นับแต่ 26 เมษายน กำหนดค่าทนายโจทก์ 2 หมื่นบาท ส่วนจำเลย 2-5 ให้ยกฟ้อง

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์

โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังสรุป ได้ว่า โจทก์ประสงค์จัดหาเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดเพื่อใช้ถวายความปลอดภัย ได้สอบถามข้อมูลไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดของบริษัท โกลบอลเทคนิคอล จำกัด ประเทศสหราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว และมีการส่งใบเสนอราคา รายละเอียดคุณลักษณะและโจทก์เชื่อว่าเครื่องมีคุณภาพตรงตามความต้องการ และชำระเงินให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ต่อมาโจทก์ให้ข้าราชการในสังกัดทดสอบแต่ไม่สามารถหาสสารได้ตรงตำแหน่ง จึงขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจซ่อม แต่พบว่าค่าเฉลี่ยถูกต้องเพียงร้อยละ 55.5 จึงเห็นเครื่องมือดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เห็นว่าการที่โจทก์ซื้อเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิด GT200 โดยคาดหมายว่าเครื่องดังกล่าวสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเอกสารการโฆษณาแสดงรายละเอียด เงื่อนไขคุณลักษณะเฉพาะท้ายใบเสนอราคา แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนบริษัท โกลบอลเทคนิคอล จำกัด ประเทศสหราชอาณาจักร และไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดังกล่าวไม่มีคุณภาพตามที่ได้โฆษณา ทั้งมิได้เป็นหุ้นส่วนเกี่ยวข้องในการผลิต แต่จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้เสนอราคาต่อโจทก์และเป็นผู้สั่งซื้อเครื่องตรวจจับอาวุธและวัตถุระเบิด GT200 จากบริษัทโกลบอลฯ แล้วนำมาจำหน่ายแก่โจทก์อันเป็นการประกอบธุรกิจโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ติดต่อซื้อขายบริษัทผู้ผลิตที่ต่างประเทศโดยตรง
ทั้งตามสัญญาซื้อขายก็ระบุชัดแจ้ง โจทก์ในฐานะผู้ซื้อทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขายจำเลยที่ 1 จึงเป็นคู่สัญญากับโจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 ที่มีคุณภาพและคุณสมบัติตรงตามที่ระบุไว้ในเอกสารท้ายสัญญาซื้อขายที่ให้แก่โจทก์ไว้ และตามสัญญา 1 วรรคสุดท้าย ระบุที่ว่า ในกรณีที่เป็นการซื้อสิ่งของซึ่งจะต้องมีการตรวจทดลอง ผู้ขายรับรองว่า เมื่อตรวจทดลองแล้วต้องมีคุณภาพคุณสมบัติไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเครื่องดังกล่าวไม่สามารถใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดไว้ท้ายสัญญาและไม่ตรงตามความต้องการของโจทก์ที่ต้องใช้เป็นอุปกรณ์หลักในการตรวจสอบความปลอดภัยโดยถือเอาประสิทธิภาพการใช้งานเป็นสำคัญ การที่โจทก์ทำสัญญาจึงถือว่าโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญตัวทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 156 ทั้งถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ไม่ได้ตรวจสอบก่อนรับเครื่อง เนื่องจากมีคำรับรองประสิทธิภาพตามท้ายใบเสนอราคา ทำให้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าสามารถใช้งานได้ เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะเท่ากับว่าผลการซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นและไม่ก่อสิทธิใดๆ จำเลยที่ 1 ที่ยึดถือเงินโจทก์ไว้ในฐานะผู้ขายต้องคืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในฐานะลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 ส่วนที่อ้างว่าโจทก์รู้แต่ต้นว่าเครื่องดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบการใช้งานได้ 100% จึงนำไปใช้เพียงอุปกรณ์การตรวจสอบเท่านั้นจึงไม่ใช่กรณีโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม

เห็นว่าข้ออ้างเป็นเพียงความเข้าใจจำเลยที่ 1 เอง หากโจทก์ทราบว่าเครื่องดังกล่าวใช้งานไม่มีประสิทธิภาพ 100% ตามที่ระบุไว้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากจัดซื้อเครื่องดังกล่าวมาใช้ในภารกิจสำคัญ ส่วนที่อ้างว่าคดีหมดอายุความเนื่องจากจำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของไม่ตรงตามคำพรรณนา โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันส่งมอบ ซึ่งโจทก์ทราบว่าเครื่องใช้งานไม่ได้ตั้งแต่ปี 2555 แต่โจทก์ฟ้องคดี 6 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปีจึงขาดอายุความ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนทรัพย์คือเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบสิ่งของไม่ตรงตามคำพรรณนาที่ต่อสู้ไว้ จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ต่อมาจำเลยขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่าการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยไม่ได้กล่าวเฉพาะเจาะจงว่าขาดอายุความเรื่องใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องวินิจฉัยทุกประเด็นที่เกี่ยวกับอายุความ คดีนี้โจทก์ทราบเรื่องที่เครื่องตรวจจับอาวุธไม่สามารถทํางานได้เมื่อวันที่ 2 และ 3 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ภายในเวลา 1 ปี นับแต่ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 โจทก์ก็นําคดีมาฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จําเลยที่ 1 ไม่อาจทราบรายละเอียดสินค้าได้ทุกประเภท จึงไม่ทราบว่าเครื่องตรวจจับอาวุธดังกล่าวมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงไม่อาจอ้างเรื่องสําคัญผิดในสาระสําคัญของนิติกรรมเพื่อให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะได้หรือไม่ นั้น ไม่เป็นปัญหาสําคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ.2558 ข้อ 13 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51
จึงมีคําสั่งไม่อนุญาตให้จําเลยที่ 1 ฎีกา ยกคําร้อง และไม่รับฎีกาของจําเลยที่ 1