ปลดล็อกข้อจำกัด พัฒนาสตาร์ตอัพประเทศไทย เข้า ระบบราชการ จะอยู่ หรือ จะไป ??

22.09.18 | 16:22 น.

 

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก หรือไวโป้ (WIPO) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรเฉพาะทางของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ประกาศการจัดอันดับดัชนีชี้วัดความสามารถทางนวัตกรรม ประจำปี 2561 ปีนี้ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับที่ 44 จากทั้งหมด 126 ประเทศ ขยับอันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปี 2560 ที่อยู่ในลำดับที่ 51 มาถึง 7 ลำดับ

ถือว่าขยับมากที่สุดในโลก และขยับดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี นับจากปี 2558 โดยยังอยู่ในลำดับที่ 5 ของโลก ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางที่มีการพัฒนาความสามารถทางด้านนวัตกรรมที่ดีที่สุดรองจากจีน มาเลเซีย บัลแกเรีย และโครเอเชีย สำหรับนวัตกรรมภายในประเทศที่ถือว่าเข้มแข็งมากที่สุดเวลานี้คือ การให้บริการทางการตลาด และความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เป็นเหตุผลที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความตื่นตัวเรื่องการทำธุรกิจ สตาร์ตอัพ ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องนวัตกรรมและการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก

Advertisement

เพื่อให้ธุรกิจสตาร์ตอัพ จากการดำเนินการภายในประเทศ ได้รับความเชื่อถืออย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น การเข้ามาทำงานร่วมกับภาครัฐจะเป็นการการันตีได้อย่างมากว่า ธุรกิจดังกล่าวมีความเป็นทางการ ได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับจริงๆ อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดหลายอย่างที่เป็นระเบียบเก่าๆ ปิดโอกาสไม่ให้ธุรกิจสตาร์ตอัพเข้าไปร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ วท.จัดงานส่งเสริมการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างของตลาดภาครัฐสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัพ เพื่อเป็นตลาดซื้อขายที่สำคัญสร้างความเข้มแข็งให้กับของสตาร์ตอัพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและการเข้าถึงด้านข้อมูลของภาครัฐ เพื่อพัฒนาการให้บริการประชาชนยกระดับขีดความสามารถทางนวัตกรรมของประเทศ นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า การดึงสตาร์ตอัพเข้ามาช่วยในระบบบริหารและบริการของรัฐนี้ เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ โมเดลการทำงานของประเทศต้นแบบที่คาดว่าจะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้คือ สหรัฐอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

ปลัด วท.กล่าวว่า วท.โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานภาครัฐและสตาร์ตอัพ จัดทำข้อสรุปแนวทางการจัดงานและแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริม พร้อมกำหนดจัดสตาร์ตอัพแฟร์ ชื่องาน Government Procurement Transformation ภายใต้แนวคิด ปลดล็อกข้อจำกัด พัฒนาสตาร์ตอัพ สู่ตลาดภาครัฐŽ ขึ้นในวันที่ 28-29 กันยายน 2561 ณ ฮอลล์ 5-6 อิมแพค เมืองทองธานี งานสตาร์ตอัพแฟร์ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการพัฒนาสตาร์ตอัพและระบบนิเวศแล้ว จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐเพื่อการบริการประชาชนที่ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถทางนวัตกรรมของผู้คนในประเทศ ประกอบด้วย การศึกษา ความมั่นคง การปกครองท้องถิ่น การคลัง การสาธารณสุข ส่งผลต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจและองค์ความรู้ของประเทศ

นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช.กล่าวว่า เวลานี้ ถือว่าเป็นประเทศที่มีความก้าวกระโดดในเรื่องความก้าวหน้าการทำธุรกิจสตาร์ตอัพก็ไม่ผิดนัก ซึ่งการนำเอาการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบของสตาร์ตอัพเข้าสู่ภาครัฐ จึงเป็นเหมือนการเปิดประตู เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนที่ทำเรื่องนี้แสดงศักยภาพอย่างเป็นทางการ โดยภายในงานจะมีสตาร์ตอัพที่พร้อมให้บริการสำหรับภาครัฐ ประมาณ 100 ธุรกิจสตาร์ตอัพ ใน 7 ประเด็น คือ 1.การพัฒนากำลังคนภาครัฐและการสื่อสารนโยบายสาธารณะ 2.การพัฒนาการท่องเที่ยวและส่งเสริมวัฒนธรรมและพื้นที่เรียนรู้ 3.การบริการสาธารณูปโภค 4.การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ 5.รัฐบาลดิจิทัล 6.ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ และ 7.การพัฒนาตลาดในประเทศ พร้อมการให้บริการจับคู่ธุรกิจระหว่างภาครัฐกับสตาร์ตอัพ รวมทั้งจัดนิทรรศการที่จะให้ความรู้ด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐพร้อมการสนับสนุนจากภาครัฐแก่สตาร์ตอัพ

นายพันธุ์อาจ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนปลดล็อกข้อจำกัดการจัดซื้อจัดจ้างของตลาดภาครัฐ สำหรับสตาร์ตอัพด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐนั้น วท.ยังจะได้ดำเนินการเปิดรับสมัครสตาร์ตอัพและหน่วยงานภาครัฐที่มีความประสงค์ใช้บริการสตาร์ตอัพ โดยจะมีการลงนามความร่วมมือกันภายในงาน Government Procurement Transformation ครั้งนี้ด้วย โดยในการเริ่มต้น สนช.จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้สตาร์ตอัพทดสอบตลาดและการใช้งานระบบกับภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ 23 หน่วยงาน เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงการต่างกระเทศ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น พร้อมติดตามและประเมินผลการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำบัญชีจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและปรับปรุงเกณฑ์อ้างอิงพิเศษ เพื่อให้ภาครัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสตาร์ตอัพตามทีโออาร์ (TOR) ที่คณะกรรมการกำหนดได้ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน โดยได้ปรึกษากับทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และได้รับความเห็นชอบแล้ว

“ปลดล็อกข้อจำกัด พัฒนาสตาร์ตอัพ สู่ตลาดภาครัฐ ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสเริ่มต้น ให้หน่วยงานภาครัฐและวิสาหกิจเริ่มต้นได้เกิดการซื้อขายบริการ กระตุ้นให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง และเพิ่มการลงทุนจากภาครัฐในระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น โดยคาดหวังการซื้อขายเกิดขึ้นในงานนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาทŽ” ผู้อำนวยการ สนช.กล่าว

วินาทีนี้ เป็นวินาทีของสตาร์ตอัพ

ส่วนอนาคตจะลงเอยในรูปแบบใด สำหรับสตาร์ตอัพกับ ระบบราชการ ต้องคอยดู