เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมวันอัลไซเมอร์โลก ประจำปี 2561 “ร่วมสร้างชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม” โดยมี ผศ. พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเปิดงานและบรรยายเรื่อง “ภาวะสมองเสื่อมของทั่วโลกและไทย ยุค 4.0” ซึ่งภายในงานยังมีการเสวนาแบ่งปันประสบการณ์ผ่านหนังสั้นและร่วมแชร์ความคิดเห็นจากผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอีกด้วย
สำหรับปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้มีภาวะสมองเสื่อมกําลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพระดับสากล โดยเมื่อปี ค.ศ. 2013 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สมองเสื่อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่รัฐบาลทั่วโลกจะต้องให้ความสําคัญ หรือ Dementia: Public Health Priority สมาคมอัลไซเมอร์นานาชาติมีการคาดการณ์ว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ มีภาวะสมองเสื่อม ประมาณ 50-60 ล้านคน โดย ในทุก ๆ 3 วินาที จะมีผู้ได้รับการวินิจฉัยเป็นสมองเสื่อม เพิ่มขึ้น 1 คน อุบัติการณ์ภาวะสมองเสื่อมนี้ยังจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยประมาณการไว้ว่าจํานวนผู้มี ภาวะสมองเสื่อมจะเพิ่มเป็น 2 เท่า และ 3 เท่าในปี ค.ศ. 2030 และปี 2050ตามลําดับ และกว่า68% อาศัย อยู่ในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนา สําหรับประเทศไทยเองได้ประมาณการว่า ในปี ค.ศ. 2015 มีผู้มีภาวะสมอง เสื่อมทั่วประเทศประมาณ 600,000 คน
อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้มีภาวะสมองเสื่อม นํามาซึ่งค่าใช้จ่ายจํานวนมหาศาล โดยในปี ค.ศ. 2015 มี การสํารวจพบว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 81,800 ล้านบาท และ คาดว่าจะขึ้นไปถึง 1แสนล้านบาทในปีนี้คือปี ค.ศ. 2018 ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้ สูงกว่ามูลค่าทางการตลาดของ บริษัทข้ามชาตชิื่อดัง เช่น Apple หรือ Google เสียอีก

จากการทํางานด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้มีภาวะสมองเสื่อมมาเกือบ 20 ในประเทศไทยของ สมาคมผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม ผู้มีภาวะสมองเสื่อมส่วนใหญจ่ะได้รบัการดูแลจากครอบครัวที่บ้าน อันนํามา ซึ่ง ค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงิน เช่น ครอบครัวอาจไม่จ้างผู้ดูแลอาชีพ แต่ญาติที่เป็นผู้ดูแลจะต้อง เผชิญความเครียดสูง เกิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้ดูแลเองตามมา นอกจากนี้ยัง มีค่าเสียโอกาสที่เกิดจากการขาดแคลนแรงงาน หรือบุคลากรคุณภาพที่จะช่วยพัฒนาองค์กรและประเทศชาติ ได้หากพวกเขายังทํางานได้ปกตอิยู่ ซึ่งนับเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
ที่ผ่านมามีการพูดถึง ชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม (Dementia Friendly Community) ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการสร้างสถานบริบาลผู้มีภาวะสมองเสื่อม และการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอกับจํานวนผู้มีภาวะสมองเสื่อมทั้งหมดนั้นเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากต้องใช้งบประมาณและเวลามหาศาล ในประเทศทางตะวันตกจึงได้คิดแนวทางที่จะให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อม สามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน โดยอาศัยชุมชนเป็นผู้ดูแลไปจนกระทั่งอาการของโรคดําเนินไปถึงระยะที่เข้าสู่ภาวะพึ่งพิงอย่างเต็มที่จึงย้าย จากบ้านเข้าสู่สถานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย และเรียกชุมชนลักษณะนี้ว่า Dementia Friendly Community หรือ ชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม

อย่างไรก็ตาม การจะดึงชุมชนเข้ามาช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม จะต้องไม่เป็นการสร้างภาระ ใหม่ให้กับชุมชน ในทางตรงกันข้าม ผู้มีภาวะสมองเสื่อมเองก็ยังคงต้องการความยอมรับนับถือและสิทธิ มนุษยชนขั้นพื้นฐานเฉกเช่นคน คนหนึ่งเช่นเดิม ดังนั้นในความสําคัญของการสร้างชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้มีภาวะ สมองเสื่อมก็คือการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในชุมชน เปิดใจ ปรับเปลี่ยน คนละเล็กละน้อยในส่วนงานที่ตน ถนัดหรือทําได้โดยไม่ลําบาก เพื่อให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมเข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนได้เช่นเดียวกันก่อนที่พวกเขา จะมีอาการสมองเสื่อม
เมื่อมองในบริบทของสังคมไทยแล้ว การสร้างชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อมนี้ อาจจะเกิดขึ้น ได้ง่ายกว่าในประเทศตะวันตก ด้วยวัฒนธรรมแห่งการเกื้อกูลและพร้อมจะเข้าใจและให้อภัยกันและกัน หาก จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องสมองเสื่อม เพื่อการปฏิบัติตนที่เหมาะสม ซึ่งองค์ความรู้นี้ก็จะเป็นประโยชน์ใน การดูแลตนเองและครอบครัวต่อไปได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมวันอัลไซเมอร์โลกในปีนี้ สมาคมจึงอยากจะ นําเสนอภาพ บทบาทและอิทธิพลของชุมชนต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อมและผู้ดูแล ซึ่งอาจไม่มีใครคาดคิดว่าเพียง แค่คนในชุมชนขาดความเข้าใจ ก็อาจจะกลายเป็นการทําร้ายหรือซ้ําเดิมผู้มีภาวะสมองเสื่อมและครอบครัวไป โดยไม่ตั้งใจ

