ฝนตกชุกตลอดเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องสิงหาคม ทำให้ตัวเลขผู้ป่วย “โรคไข้เลือดออก” พุ่งสูงลิ่วเกือบเดือนละ 1,400 คน และกันยายนเมฆฝนคงตั้งเค้าครึ้มทึม ปัจจุบันสถานการณ์ไข้เลือดออกทั่วประเทศนับตั้งแต่ 7 มกราคม-8 กันยายน มีผู้ป่วย 52,670 ราย เสียชีวิตแล้ว 69 ราย ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีผู้ป่วย 5,899 ราย ล่าสุด มีผู้เสียชีวิต 5 ราย แม้สถิติมีทั่วประเทศจะน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว แต่ตัวเลขห่างกันเพียงเล็กน้อย ส่วนความชุกของโรคยังมีแนวโน้มมากขึ้นเพราะฝนยังตก

ทำให้วันก่อน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฐานะพ่อเมือง สั่งหน่วยงานสังกัดและสำนักงานเขต 50 เขต เฝ้าระวังพื้นที่ระบาด พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หวั่นความรุนแรงจะทวีคูณขึ้น ทันใดนั้น ความเข้มข้นของการเข้าควบคุมพื้นที่ระบาด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายทุกสังกัดจึงเพิ่มเป็นสองเท่า
เช่นเดียวกับ “สำนักงานเขตตลิ่งชัน” ระดมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลเขต ร่วม 10 คน พร้อมเครื่องฉีดพ่นควันกันยุง จัดกำลังลงพื้นที่ซอยปากน้ำกระโจมทอง 11 แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน หลังมีสายด่วนโทรแจ้ง พบเด็กป่วยเป็นไข้เลือดออก 2 รายอยู่ภายในบ้านเดียวกัน

การระดมกำลังภายใต้การนำโดย ทิพวรรณ เอกฐิน นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมฯ เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งพบผู้ป่วยไข้เลือดออก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องลงพื้นที่สำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ สอบสวนโรคและเข้าควบคุมกรณีเร่งด่วน ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ ส่วนกรณีนี้บ้านที่พบผู้ป่วยเปิดเป็นร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ เมื่อสำรวจแหล่งเพาะพันธุ์พบยางรถที่ไม่ใช้แล้วจำนวนมาก กองวางรวมกันไว้ข้างบ้าน หลังบ้าน ขณะฝนตกกลายเป็นแหล่งอาศัยของลูกน้ำยุงลายได้ดี จึงให้คำแนะนำให้ลูกบ้านประสานงานไปยังฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะเขตเข้ามาจัดเก็บ จากนั้นเขตจะนำไปรีไซเคิลหรือทำลายทิ้ง ก่อนขอความร่วมมือบ้านเรือนประชาชนรัศมี 300 เมตร ฉีดพ่นยากันยุง
ทิพวรรณบอกว่า สถานการณ์ไข้เลือดออกในเขตตลิ่งชันควบคุมได้ยาก แม้ปีนี้เขตไม่ติดอันดับท็อปไฟว์ แต่ปี 2560 ถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 ของเขตที่มีอัตราผู้ป่วยสะสมมากที่สุดของ กทม. เนื่องจากลักษณะกายภาพพื้นที่ ส่วนใหญ่พื้นที่เป็นไร่และสวน มีท้องร่อง คูน้ำ คลองมาก ประกอบกับลักษณะของชุมชนค่อนข้างหนาแน่นประกอบด้วย 43 ชุมชน มีประชากรราว 25,000 คน แต่มีหลายพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่นยังไม่ได้จัดตั้งเป็นชุมชน เช่นเดียวกับโครงการหมู่บ้านจัดสรรเกือบร้อยโครงการที่ไม่เข้าข่ายเป็นชุมชน ทำให้ควบคุมได้ค่อนข้างยากและการระบาดของโรคไข้เลือดออกยังคงอยู่
“ต่อมาเล็งเห็นพื้นที่มีอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร หรือ อสส.กทม.ค่อนข้างเข้มแข็ง ทางเขตจึงประสานความร่วมมือกับศูนย์บริการสาธารณสุข 49 วัดชัยพฤกษมาลา และ อสส. เดินตามบ้าน เข้าให้ความรู้ รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์แบบบ้านต่อบ้าน สำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายกลุ่มเป้าหมาย คือ ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียนสังกัด กทม.และเอกชน ศูนย์เด็กเล็ก ช่วยกันสำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ให้ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย ทั้งค่าซีไอ (Container Index:CI) และเอชไอ (House Index:HI) มีภาวะความเสี่ยงต่อการแพร่โรคไข้เลือดออกมีตัวเลขเป็นศูนย์ รวมถึงดำเนินการระดมกำลังสอบสวนโรคทันทีเมื่อพบผู้ป่วย ทำให้การควบคุมดีขึ้น ตอนนี้อันดับร่วงอยู่ในอันดับที่ 8 แล้ว” ทิพวรรณกล่าว

นอกจากนี้ เธอยังเปิดเผยถึงปัญหาอุปสรรคในการทำงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกว่า ชุมชนเมืองแตกต่างกับชุมชนพื้นที่อื่น ช่วงกลางวันส่วนใหญ่จะปิดล็อกบ้านเพื่อออกไปทำงาน ทำให้การขอความร่วมมือและการรณรงค์ทำได้ยาก เช่นเดียวกับโครงการหมู่บ้านจัดสรรจะได้รับความร่วมมือน้อยมาก แม้แต่การฉีดพ่นยากันยุงแทบจะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่หลายครั้ง ประชาสัมพันธ์และอาศัยการพูดคุยให้เกิดความรู้ความเข้าใจกันมากกว่าสร้างขัดแย้ง ซึ่งข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่จะสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมยุงพาหะนำโรคเข้าดำเนินการกับบ้านที่ไม่ให้ความร่วมมือได้ก็ตาม

ด้าน ยุวดี เขียวสวิง อายุ 33 ปี เจ้าของบ้านที่พบผู้ป่วย กล่าวว่า ลูกสาวคนโตน้องว่าน วัย 12 ปี มีไข้สูง จากนั้นนำส่งโรงพยาบาลเจาะเลือดปรากฏผลวินิจฉัยเป็นไข้เลือดออก ก่อนน้องหวานลูกสาวคนเล็ก วัย 6 ขวบ มีอาการคล้ายกัน จึงให้หยุดเรียนทันที เดิมไม่ค่อยใส่ใจโรคไข้เลือดออก จนลูกสาวป่วย จึงคิดว่าไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลังเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำ ทำให้ครอบครัวเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มจากคว่ำภาชนะ กำจัดแหล่งน้ำขัง ประสานเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นยากันยุง
ก็อยากให้ครอบครัวอื่นหันมาใส่ใจเหมือนกัน
หากทุกครอบครัวเริ่มต้นจากบ้านตนเองก่อน เพียงช่วยกันกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายก็ไม่ต้องกังวลถึงบ้านอื่น
ขณะที่กลุ่มอายุของผู้ป่วยพบมากช่วง5-9 ปี 10-14 ปี และ 15-24 ปี ทว่าผู้เสียชีวิตใน กทม.เกือบทั้งหมดกลับเป็นผู้ใหญ่ เพราะคิดว่าหายเองได้และมักพบแพทย์ช้าเกินกว่าจะรักษาทันท่วงที…อันตรายต้องระวัง!
นฤมล รัตนสุวรรณ์
[email protected]

