เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 กันยายน ร.ต.อ.พีชญา ฮะวังจู ร้อยเวร สน.บางกอกน้อย ไ้ด้รับแจ้งเหตุมีเจดีย์ยักษ์ ถล่มและมีคนติดอยู่หลายราย ที่วัดพระยาทำวรวิหารถนนอรุณอมรินทร์ซอย 15 เขตบางกอกน้อยจึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่เกิดเหตุเป็นเจดีย์ยักษ์สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 มีความสูง 15เมตร กว้าง 6 เมตร ที่กำลังทำการบูรณะได้พังถล่มลงมา และพบคนงานถูกรูปปั้นยักษ์และเศษปูนที่หักลงมาทับได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 11 ราย แต่ติดอยู่ใต้ฐาน 3 ราย เจ้าหน้าที่นำผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 7 ราย ส่งโรงพยาบาลศิริราช ส่วนที่เหลืออีก 4 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงได้ทำการช่วยเหลือ เนื่องจากติดอยู่ใต้ซาก โดยใช้เวลาช่วยเหลือประมาณ 3 ชั่วโมง จึงสามารถช่วยเหลือทั้งออกมาได้ จากนั้นได้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล
สำหรับรายชื่อ1.นายปิยะพัฒน์ เอี่ยมศรี 2.นางรำพึง โภคานิตย์ 3.นายสายัน พะทะนะ 4.นายสายัน หมื่นวงษ์ 5.นางศรีทอง หมื่นวงษ์ 6.นายจันธร คงยิ่งหาร 7.นายวินัส แก้วสุวรรณ 8.นายไพศาล เอี่ยมศรี 9.นายกสิน ชัยศิริ 10.นายบุญเสริม แสงประเสริฐ 11.นายวิลาศ ใจจังหรีด
จากการสอบสวนนางหยาดวนา ประเสริฐสม อายุ 48 ปี หัวหน้าคนงานบริษัทฟีเนส ซอยด์ เทสติ้ง จำกัด ซึ่งรับช่วงมาจากบริษัทปรียะกิจ จำกัด เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเช้าก็มีคนงานทำงานทั้งหมด 11 คน โดยก่อนเกิดเหตุขณะที่ใช้แม่แรงดีดเหล็กไอบีมที่วางใต้ฐาน เพื่อยกตัวเจดีย์ ที่มีน้ำหนักประมาณ 100 ตันให้สูงขึ้น แต่ระหว่างทำการยกอยู่นั้น ตัวเหล็กไอบีมเกิดเหลื่อมกัน จึงทำให้ตัวเจดีย์เอียงจากนั้นรูปปั้นยักษ์และยอดเจดีย์ก็ได้พังถล่มลงมาทับคนงาน จนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางกอกน้อย ได้ทำการปิดกั้นที่เกิดเหตุไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในภายในเนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย ขณะเดียวกันก็รอให้เจ้าหน้าที่โยธา กรมศิลปากรมาตรวจสอบความเสียหาย และจะได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาทำการสอบปากคำ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เวลา15.20น. ที่วัดพระยาทำวรวิหาร สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รองศาตราจารย์(รศ.) เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา และ รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ที่ปรึกษา วสท. ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายเจดีย์วัดพระยาทำที่อยู่ระหว่างบูรณะการก่อสร้างได้พังยุบตัวลง จนคนงานของกรมศิลป์ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
รศ.เอนก กล่าวว่า จากการสังเกตเบื้องต้นทราบว่า เจดีย์ทั้งองค์ยังไม่ถล่มลงมา เพียงแต่ยุบตัวเท่านั้น ปกติแล้วสิ่งปลูกสร้างตามแนวดิ่งจะล้มเอียงทางด้านข้างมากกว่า 1 ใน 3 ส่วน เช่น ในความสูง 10 เซนติเมตร หากมีความลาดเอียง 1-2 เซนติเมตรก็มีแนวโน้มจะถล่มได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี อย่างไรก็ตามในวันที่ 26 กันยายน วสท.จะขอความร่วมมือกับภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการนำเทคโนโลยี สามดี สแกนเนอร์ มาตรวจสอบว่าจะมีการล้มลงมาหรือไม่ และจะให้กรมศิลป์ฯ ดำเนินการบูรณะต่อไป สำหรับการยุบตัวนั้นตนคาดว่าสาเหตุมาจาการยกฐานขึ้นมาระหว่างซ่อมบูรณะ แต่นับว่าโชคดีที่ยังไม่พังถล่ม ทั้งนี้ตนหวังว่าจะไม่มีแรงลมจากพายุมาเป็นอุปสรรค อย่างไรก็ตาม บางครั้งทางวัดมักจะดำเนินการโดยไม่แจ้งแบบแผน ทั้งการก่อสร้างพระพุทธรูป หรือยกย้ายสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมในท้องถิ่น เช่น ในกรณีนี้คือกรุงเทพมหานคร ที่จะหาวิศวกรมาทำการสำรวจและกำหนดวิธีการรื้อถอนปรับปรุง แต่เนื่องจากกรณีนี้มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีคำสั่งระงับใช้อาคารหรือไม่
รศ.สิริวัฒน์ กล่าวว่า จากการยุบตัวดังกล่าวเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเนื้อดินที่รองรับตัวเจดีย์คงมีความอ่อนตัว ทำให้รอยต่อของโครงสร้างภายในเคลื่อนตัวตามไปด้วย ทั้งนี้ เจดีย์ดังกล่าวเป็นโครงสร้างโบราณไม่เหมือนสมัยใหม่ จึงไม่มีโครงเหล็กยึดภายใน ฉะนั้นระหว่างการซ่อมแซมโครงสร้างภายนอกตามหลักวิศวกรรมจะต้องเสริมโครงสร้างเฝือกให้ผิวนอกของเจดีย์เป็นเนื้อเดียวกันก่อน จึงค่อยยกฐานเจดีย์ตามเดิม
ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังพระลูกวัด ทราบว่า เจดีย์ดังกล่าวถูกเรียกกันว่าเจดีย์ยักษ์ แต่เดิมเป็นหอระฆังมีอายุนานหลายร้อยปีซึ่งอยู่ระหว่างการตกแต่งพื้นผิวภายนอกใหม่ และยกระดับความสูงไม่ต่ำกว่า 1.3 เมตรจากเดิม โดยเริ่มซ่อมแซมตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนจะยุบตัวจนยอดหักโค่นลงมาตามที่เป็นข่าว และอธิบายอีกว่า ในการซ่อมแซมโบราณสถานต่างๆ จะต้องมีการทำพิธีบวงสรวงตามประเพณีความเชื่อพราหมณ์ แต่ตนทราบมาว่าในการซ่อมแซมครั้งนี้ มีเพียงการนำพวงมาลัยมาไหว้เท่านั้น






