ร้องอสส.ตั้งกก.สอบอธิบดีอัยการคดีพิเศษ-เร่งฟ้องผู้ต้องหาคดีกบฏอีก 18 คน ชี้หากฟ้องไม่ทันบางข้อหาหมดอายุความ

26.09.18 | 11:57 น.

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 26กันยายน ที่สำนักงานอัยการอัยการสูงสุด(อสส.) อาคารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ(สกสส.) พร้อมคณะทำงาน ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ให้สั่งการเร่งนำตัวผู้ต้องหากลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ที่เหลืออีกอย่างน้อย 18 คน ฟ้องต่อศาลอาญาในคดีร่วมกันเป็นกบฏ และขอให้อัยการสูงสุดตั้งกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ โดยมีนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้รับมอบหนังสือ

นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า ภายหลังได้รับมอบหนังสือจะนำเรียน นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุดภายในวันนี้ ส่วนเรื่องคดีที่ยังไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาที่เหลือได้นั้นต้องขอไปตรวจสอบรายละเอียดจากทางสำนักงานคดีพิเศษเเต่ทราบมาว่าก่อนหน้านี้ทางผู้ต้องหาก็มีการยื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ส่วนเรื่องข้อกังวลที่ว่าบางข้อหาจะหมดอายุความเเล้วจะฟ้องได้ทันหรือไม่นั้น ทางสำนักงานอัยการสูงสุดเราตะหนักเเละให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมากเขื่อว่าเมื่อคำร้องถึง อสส.ท่านก็จะมีข้อพิจารณาสั่งการต่อไปเพื่อประโยชน์เเห่งความเป็นธรรม

ด้าน นายวิญญัติ กล่าวว่า นับแต่มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 47 คน ฟ้องต่อศาลแล้ว 29 คน ยังเหลืออีก 18 คน ไม่มีการนำตัวมาฟ้องต่อศาลอาญา ทั้งๆที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นชุดเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการร่วมกระทำความผิดและสนับสนุนกระทำความผิด แต่สำนักงานคดีพิเศษกลับปล่อยปละละเลยไม่เร่งดำเนินการให้ได้ตัวมาฟ้อง และยังยอมให้มีการขอเลื่อนนัดหลายครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ไม่มีมาตรการใดที่จะดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหาที่เหลือมาฟ้องต่อศาลให้ครบตามสำนวนได้ อาทิ การออกหมายจับ เป็นอำนาจของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ที่จะเร่งดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่กลับปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ ไม่นำพาให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและจัดให้มีการนำตัวผู้ต้องหาดังกล่าวมาฟ้องคดีอาญาต่อศาลแต่อย่างใด จนกระทั่งความผิดบางฐานที่ฟ้องผู้ต้อหาอื่นไปแล้ว เช่น คดีอาญาฐานบุกรุก ตาม ป.อ. มาตรา 362 ซึ่งมีอายุความ 5 ปี จะขาดอายุความในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 อันจะทำให้ผู้ต้องหาที่เหลือได้รับประโยชน์หลุดพ้นคดีบุกรุกไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และเพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงขอให้อัยการสูงสุดตั้งกรรมการสอบอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ และให้นำตัวผู้ต้องหาที่เหลือส่งฟ้องศาล หากปล่อยปละละเลยจนคดีขาดอายุความ ตนจะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

โดยหลังจากนี้ตนจะติดตามว่าสุดท้ายเเล้วจะมีการนำตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องต่อศาลทันหรือไม่ หากอธิบดีอัยการคดีพิเศษยังไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายตนจะมีการดำเนินการร้องต่อ คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ต่อไป ซึ่งขณะนี้ตนยังเห็นว่าอัยการสูงสุดยังสามารถที่จะมีคำสั่งกำชับติดตามคดีได้อยู่

Advertisement

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีจำเลยบางรายอ้างรอเงินจากกองทุนยุติธรรม นายวิญญัติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจำเลยที่ยังไม่ถูกส่งฟ้องนั้นมีการอ้างเหตุหลายประการไม่ว่าจะเป็นติดสอนหนังสือ ติดประชุม ซึ่งท่านสรมารถที่จะทำได้ เเต่ท่านต้องไม่บืมหน้าที่ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนผู้ต้องหาที่อ้างว่า รอเงินทุนจากกองทุนยุติธรรม เมื่อทางกระทรวงยุติธรรม ไม่อนุมัติเงินทุนให้เนื่องจากท่านไม่เข้าคุณสมบัติไม่ได้มีฐานะยากจนท่านก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการโดยเร็ว

เมื่อถามว่าข้อหาที่จะหมดอายุเป็นเพียงข้อหาที่มีอัตราโทษต่ำเมื่อเทียบกับที่มีการฟ้องข้อหากบฎที่มีอัตราสูง นายวิญญัติบอกว่า ในทางคดีความไม่สามารถที่จะมองเเบบนั้นได้คดีที่มีการฟ้องกลุ่มผู้ต้องหาไปนั้นมีหลายข้อหามีข้อหากบฎที่มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต เเต่หากมีการพิจารณาไป เเล้วตัวจำเลยบางคนเกิดไม่เข้าข่ายความผิดฐานกบฎ เเต่มีความผิดฐานบุกรุก ศาลก็ไม่สามารถที่จะลงโทษได้เรื่องจากคดีหมดอายุความ ซึ่งปัญหาทางเทคนิคนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนผู้ต้องหาที่เหลือตามสำนวนสอบสวนและมีคำสั่งฟ้องเเต่ยังไม่ได้มีการนำมาฟ้องมีดังรายชื่อต่อไปนี้ (1)นายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ต้องหาที่ 11 , (2)นายอุทัย ยอดมณี ผู้ต้องหาที่ 12 , (3)พันตำรวจโทสุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 17 ,(4)นางสาวจิตรภัสร์ กฤดากร ผู้ต้องหาที่ 19, (5)นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ต้องหาที่ 25, (6)นายกิตติศักดิ์ ปรกติ ผู้ต้องหาที่ 27 ,(7)พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ผู้ต้องหาที่ 31 ,(8)นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ต้องหาที่ 32 ,(9)นายพิภพ ธงไชย ผู้ต้องหาที่ 33, (10)นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี ผู้ต้องหาที่ 37,(11)นายกิตติชัย ใสสะอาด ผู้ต้องหาที่ 43, (12)นายคมสัน ทองศิริ ผู้ต้องหาที่ 44 ,(13)นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผู้ต้องหาที่ 46 , (14)นายประกอบกิจ อินทร์ทอง ผู้ต้องหาที่ 48 , (15)นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหาที่ 49 ,(16)นายพานสุวรรณ ณ แก้ว ผู้ต้องหาที่ 50 ,(17)นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ต้องหาที่ 51 และ(18)นางทยา ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 55