ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากจะต้องดูแลด้านการลงทุนแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญและต้องได้รับการพัฒนาคือด้าน แรงงาน โดยเมื่อไม่นานมานี้กระทรวงแรงงานได้จัดงานเสวนา “ความท้าทายใหม่ของแรงงานไทยในทศวรรษหน้า” โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความรู้
น.ส.เสาวณี จันทะพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงประมาณ 10 ปี
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลืออยู่ที่ร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งมีปัจจัยมาจากด้านแรงงาน การลงทุน และเทคโนโลยี ทั้งนี้ ในด้านแรงงานนั้น จากการสำรวจพบว่าโครงสร้างตลาดแรงงานของไทยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา นั้นแรงงานในภาคการเกษตรได้ย้ายไปอยู่ในภาคบริการ แต่ยังมีข้อกังวลคือแรงงานในภาคการบริการขยายตัวน้อยในหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการปรับตัวด้านความรู้ความสามารถที่ค่อนข้างน้อย และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า อัตราการเพิ่มขึ้นของกำลังแรงงานจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี จากปกติเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ต่อปี เนื่องจากไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และยังพบว่าปัจจุบันอัตราค่าจ้างที่แรงงานได้รับต่ำกว่าทักษะความสามารถ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ส่วนภาคการศึกษาและภาคราชการ ได้รับค่าจ้างสูงกว่าทักษะความสามารถ
นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่าแรงงานยังขาดทักษะทางวิชาการ ภาษา ไอที การคำนวณและความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องอบรมกำลังแรงงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบว่าประเทศในเอเชียแปซิฟิกขาดแคลนแรงงานจำนวนมากกว่าส่วนอื่นของ โลก โดยเฉพาะในด้านวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งถือเป็นแนวโน้มของตลาดแรงงานโลก
“ไทยควรส่งเสริมให้มีมาตรฐาน ฝีมือตามวิชาชีพ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสำหรับแรงงาน อีกทั้งควรสนับสนุนให้ใช้การศึกษาระบบทวิภาคี ให้นักศึกษาฝึกงานในสถานที่จริงเพื่อให้มีประสบการณ์พร้อมสำหรับทำงานเมื่อ จบการศึกษา นอกจากนี้ มองว่าผู้ประกอบการไทยควรปรับรูปแบบการผลิตสินค้าโดยใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วย มากขึ้นเพื่อลดการใช้แรงงานเข้มข้น” น.ส.เสาวณีกล่าว
ด้าน นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยต้องวางแผนด้านแรงงานเพื่อให้เราสามารถก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้ โดยต้องคำนึงอุตสาหกรรมที่ไทยจะขับเคลื่อนในอนาคตว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการ ผลิต บริการหรือเกษตร เพื่อกำหนดทิศทางการผลิตแรงงานในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า อีกทั้งไทยต้องวางแผนว่าจะรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างไร เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน แม้จะมีอัตราการว่างงานต่ำก็ตาม ทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานระดับปฏิบัติการ เมื่อหาแรงงานไม่ได้ก็ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว เช่น เดียวกับสิงคโปร์ และมาเลเซีย ดังนั้น ไทยต้องพิจารณาว่าการใช้แรงงานต่างด้าวของไทยนั้นแรงงานต่างด้าวเหล่านี้จะ ทำงานในไทยอีกนานเท่าใด หากอนาคตประเทศต้นทางพัฒนาและต้องการแรงงาน แรงงานต่างด้าวเหล่านี้จะเคลื่อนย้ายกลับประเทศหรือไม่ แล้วไทยมีอะไรที่ดึงดูดให้เขายังทำงานในไทยต่อไป ในขณะที่ประเทศไทยติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ดังนั้น หากเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนไปได้ แรงงานจะต้องมีศักยภาพที่เพิ่มขึ้น ในจำนวนแรงงานที่เท่าเดิมหรือลดลง กระทรวงแรงงานจึงต้องพัฒนาแรงงานรองรับภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
นาย อมรเทพกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยจะต้องพิจารณาในเรื่องการศึกษาด้วยว่าจะทำอย่างไรเพราะมีความเกี่ยว เนื่องกับกำลังแรงงาน ความสามารถของเยาวชนในระบบการศึกษาจะสะท้อนถึงความสามารถของแรงงานในอนาคต อีกทั้งจะต้องพัฒนาเยาวชนอย่างไรให้ตอบโจทย์ของผู้ประกอบการ เนื่องจากปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการต้องการแรงงานปฏิบัติการหรือด้านสาขาอาชีพ ต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะวางแผนดึงดูดให้เยาวชนสนใจเรียนด้านอาชีพได้อย่างไร
นี่ เป็นเพียงความเห็นบางส่วนของนักวิชาการ ซึ่งไทยต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงและเร่งเพิ่มกำลังแรงงานในระบบให้มากขึ้นจนเพียงพอกับความต้องการ และวางแผนรองรับกับสังคมผู้สูงอายุที่ไทยกำลังจะเผชิญ เพื่อที่ไทยจะได้พัฒนาทั้งคน ทั้งเศรษฐกิจของประเทศไปได้พร้อมๆ กัน

