เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา นัดผู้ต้องหารายงานตัวส่งฟ้องคดีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุด RDN50 กรณีร่วมกันจัดการชุมนุม “หยุดยื้ออำนาจ หยุดยื้อเลือกตั้ง: หมดเวลา คสช. ถึงเวลาประชาชน” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 ประกอบด้วยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายอานนท์ นำภา, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ, น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา และนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ รวม 6 ราย ในข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และร่วมกันมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558
โดยวันนี้ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย พร้อมทนายความเดินทางมารายงานตัวตามนัด ขณะที่คดีนี้แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งถูกดำเนินคดีทั้งหมดรวม 7 ราย ซึ่งมีนายรังสิมันต์ โรม ด้วย แต่นายรังสิมันต์ถูกแยกฟ้องต่อศาลอาญาไปแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากในชั้นยื่นฝากขัง ศาลอนุญาตให้ฝากขังนายรังสิมันต์และได้รับการประกันตัว อัยการจึงมีกรอบเวลาในการยื่นฟ้องนายรังสิมันต์เข้ามาก่อน วันนี้นายรังสิมันต์จึงไม่ต้องเดินทางมาศาล
น.ส.ณัฏฐา หนึ่งในผู้ต้องหาเปิดเผยว่า เมื่ออัยการฟ้องเราต่อศาลก็ต้องยื่นร้องขอปล่อยชั่วคราว ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์ต่อศาลด้วย เชื่อมั่นในการผดุงความยุติธรรม จึงไม่ได้พกเงินมา คดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งมีการตั้งข้อหามาตรา 116 กับคนจำนวนมาก ทั้งหมดมี 6 คดี ข้อหานี้นำไปสู่การใช้เงินประกันเยอะ อย่างคดีชุด UN62 มีคนถูกต้องข้อหานี้ถึง 15 ราย ใช้เงินประกันถึง 1,500,000 บาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินที่เราระดมได้ ถ้าปล่อยให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป คนอยากเลือกตั้งไม่มีเงินประกันพอสำหรับทุกคน ประเมินแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ถ้าต้องใช้กับทุกคน ไม่น่าจะถูกต้อง
“เพราะคู่กรณีของเราโดยตรงคือ คสช.เป็นคนตั้งข้อหา และการตั้งข้อหา 116 ซึ่งเราไม่เข้าข่ายนำมาสู่การที่จะต้องถูกเรียกเงินประกัน ถ้าเราจะระดมเงินกับชาวบ้าน ประชาชนต่อไป เพื่อบริจาคก็เหมือนมาให้ถูกปล้นในความรู้สึก เพราะฉะนั้นเราอยากให้มันหยุดซะที 4 ปีแล้ว แล้วกำลังจะดำเนินสู่การเลือกตั้ง บรรยากาศควรจะเสรีและเป็นธรรม และการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคุกคามและปิดปากประชาชนจะต้องหยุดได้แล้ว และศาลจะต้องมีส่วนในการหยุดพฤติกรรมแบบนี้ของ คสช.” น.ส.ณัฏฐา กล่าว
ด้านนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะทนายความของ น.ส.ณัฏฐา เปิดเผยว่า ได้ทำคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนำเรียนเหตุผลให้ศาลทราบ โดยในส่วนของ น.ส.ณัฏฐา จะไม่ใช้หลักทรัพย์ ต้องรอดูว่าศาลจะใช้ดุลยพินิจอย่างไร เพราะมีอีกหลายคดีจะเป็นภาระ แต่ละคนก็มีคำร้องขอประกันตัวคนละแบบ โดย น.ส.ณัฏฐา ได้กล่าวเสริมว่า ของคนอื่นก็ยื่นแบบไม่วางเงินเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ที่ศาลอาญามีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประมาณ 30 คน

หลังจากนั้น อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ได้ ยื่นฟ้อง นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง , นายอานนท์ นำภา, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ, น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ และนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ รวม 6 ราย ในข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และร่วมกันมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558
โดยคำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2561 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหกกับนายรังสิมันต์ โรม จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1197/2561 ของศาลนี้กับพวกอีก 42 คน ที่แยกไปดำเนินคดียังศาลแขวงดุสิตได้ร่วมกันมั่วสุมและชุมนุมทางการเมืองและกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ และวิธีอื่นใด โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้รถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงเวทีด้านข้างของตัวรถยนต์ได้ติดป้ายโจมตีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล แล้วจำเลยกับพวกได้ร่วมกันปราศรัยโจมตีการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยผลัดเปลี่ยนกันขึ้นกล่าวปราศรัย และร่วมกันปลุกระดมมวลชนปลุกปั่นให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ภายในสิ้นเดือน พ.ย.2561 พร้อมกับชูนิ้วสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน อันเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้น อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่ารัฐบาลและทหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบกับรัฐบาลและเป็นการยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล ซึ่งเป็นการร่วมกันมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ได้รับมอบหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
โดยศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ที่ อ.2893/2561
หลังจากนั้นศาลได้ดำเนินการสอบคำให้การจำเลย โดยอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งหมดฟังและสอบถามแล้ว จำเลยทั้งหมดแถลงให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี
ศาลจึงนัดตรวจหลักฐานวันที่ 19 พ.ย.2561 เวลา 09.00 น.
ต่อมาทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งหมด โดยไม่ใช้หลักทรัพย์
ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 6 รายไป โดยไม่จำต้องใช้หลักทรัพย์วางศาล แต่กำหนดเงื่อนไข หากทำผิดเงื่อนไขสัญญาประกันให้ปรับจำเลยคนละ 2 แสนบาท

