“ชีพ จุลมนต์”ประธานศาลฎีกา สั่ง โอนคดี พี่น้องทายาทเขาช่องฟ้องกันเองจากศาลฉะเชิงเทราไปศาลเเขวงสมุทรปราการ
เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่ง ประธานศาลฎีกาและนัดฟังคำพิพากษาในคดี หมายเลขดำที่ 2177/2559 ที่นางสาวเยาวมาลย์ จิระเลิศพงษ์ เป็นโจทก์ฟ้องนายชนะ จิระเลิศพงษ์ ข้อหายักยอกทรัพย์ โดยในวันนี้ จำเลยและทนายจำเลยมาศาลส่วนโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลจึงได้อ่านคำสั่งประธานศาลฎีกาให้จำเลยฟังและถือว่าได้อ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังตามกฏหมาย
โดย นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงสมุทรปราการ เนื่องจากนายชีพ ประธานศาลฎีกาเห็นว่า กรณีอาจเกิดผลกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญในการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรมอันเป็นองค์กรของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 26 จึงอนุญาตให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสมุทรปราการตามขอ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราจึงให้งดอ่านคำพิพากษาและจำหน่ายคดีออกจากสารระบบความของศาลนี้สำหรับร่างคำพิพากษาซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคษาภาคสองได้ตรวจแล้วนั้นให้เก็บไว้ในตู้นิรภัยของศาลนี้พร้อมทั้งรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลแขวงสมุทรปราการเพื่อพิจารณาต่อไปโดยให้นัดพร้อมที่ศาลแขวงสมุทรปราการในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00 น. และให้รายงาน อธิบดีผู้พิพากษาภาคสองทราบเป็นหนังสือโดยเร็วและให้คัดถ่ายสำเนาคำสั่งประธานศาลฎีกาและรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้แนบไปด้วย
สำหรับคดีหมายเลขดำที่ 2177/2559 นี้เป็นคดีของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีที่นางสาวเยาวมาลย์ ฟ้อง นายชนะ ซึ่งคู่ความทั้งสองเป็นพี่น้องกลุ่มทายาทธุรกิจกาเเฟเขาช่องยื่นฟ้องกันเอง โดยมี นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ชั้นฎีกา ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นสามีของพี่สาวโจทก์ ทั้งยังเป็นพี่ชายของนายชลิต รวิวรรณพงษ์ ทนายโจทก์ ที่โดยร้องว่าจากการที่เป็นผู้พิพากษาระดับสูงเเละ ก.ต.ในชั้นศาลฎีกาได้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีโดยมีการเเทรกเเซงข่มขู่การพิจารณาคดีของผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังฆ์ระหว่างพิจารณาคดีซึ่งเป็นมูลเหตุของกรณีที่มีผู้พิพากษาเข้าชื่อกว่า 1,734 คน ยื่นถอดถอน นายชำนาญ ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างปิดประกาศคำชี้เเจงของนายชำนาญ ผู้ร้องร้อง ซึ่งในปัจจุบันนายชำนาญได้ถูกสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ ก.ต.ในชั้นศาลฎีกาไว้ชั่วคราว
อย่างไรก็ดีในเอกสารคำชี้เเจงเมื่อวันที่ 24กันยายน ของนายชำนาญจำนวนรวม 13 หน้า ที่แบ่งเป็น 9 ประเด็น กรณีที่ถูกกลุ่มผู้พิพากษาเข้าชื่อกันจำนวน 1,734 ขอให้ถอดถอนนายชำนาญพ้นจากตำแหน่ง ก.ต.ที่มีการปิดประกาศไว้ที่ศาลต่างๆทั่วประเทศนั้นใน ประเด็นที่ 4 ที่นาย ชำนาญได้ระบุไว้ในเอกสาร ชี้เเจงมีความว่า “ แม้ผมจะเป็นคนวางหลักการฟังความ 2 ฝ่าย และหลักข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและมีโอกาสชี้แจงอย่างเต็มที่ แต่ในการพิจารณาความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาของผมเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ทั้งอนุ ก.ต.และ ก.ต.กลับไม่ยึดถือหลักการดังกล่าว แม้อนุ ก.ต.จะเห็นว่าผมเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา แต่ในการพิจารณา ก.ต.และอนุ ก.ต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต่อผม ไม่ได้แจ้งและให้ผมชี้แจงข้อเท็จจริงที่นางสาวมณี สุขผล ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ซึ่งถูกร้องเรียนกล่าวโทษว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายพัลลอง มั่นดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และนายสืบพงศ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่ออนุ ก.ต.ที่เป็นผลร้ายต่อผมในการไต่สวนเพื่อแต่งตั้งผมให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา
ผมแจ้งให้ ก.ต.ทราบว่าเป็นการไต่สวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการไต่สวนให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ ก.ต.ยังคงฝ่าฝืน ผมจึงแจ้งว่าจะดำเนินคดีทั้ง ก.ต.และ อนุ ก.ต. แต่สุดท้ายผมเห็นว่าหากดำเนินคดี ก.ต.ซึ่งรวมทั้งประธานศาลฎีกาด้วย เพียงเพื่อตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา จะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมเสียหาย *ผมจึงตกลงกับประธานศาลฎีกาว่า หากประธานศาลฎีกาโอนคดีตามที่โจทก์ขอให้โอนคดีจากศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา * เพราะผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตั้งแต่นายสืบพงษ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 นายวราวุธ ถาวรศิริ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 นายพัลลอง มั่นดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวมณี สุขผล และองค์คณะกับเจ้าของสำนวนใหม่ ตามบันทึกเหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ที่ผมได้แจ้งให้ ก.ต.ทราบด้วยแล้ว ผมจะไม่ดำเนินคดี ก.ต. ”

