เมื่อวันที่ 28 กันยายน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดงานสตาร์ทอัพแฟร์ “Government Procurement Transformation” กับแนวคิด “ปลดล็อคข้อจำกัด พัฒนาสตาร์ทอัพ สู่ตลาดภาครัฐ” พร้อมลงนามความร่วมมือระหว่าง 23 หน่วยงานภาครัฐกับสตาร์ทอัพ ว่า สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การสร้างความพร้อมให้ทุกภาคส่วน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและเอื้อต่อภาคธุรกิจในยุคดิจิทัล การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ เพื่อการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยมีเป้าหมายในการสร้างเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด และที่สำคัญยกระดับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมระดับชาติ โดย “นวัตกรรม” เป็นตัวแปรที่ช่วยขยายขีดความสามารถและความคิดสร้างสรรค์จนเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเล็กๆ ทั่วโลกได้แซงขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการธุรกิจในเวลาสั้นๆ บริษัทเล็กๆ เหล่านี้พัฒนาธุรกิจอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจเหล่านี้ ก็คือ “สตาร์ทอัพ”


รัฐมนตรี วท.กล่าวว่า การที่ 23 หน่วยงานรัฐเปิดให้สตาร์ทอัพสามารถเข้ามาจัดซื้อจัดจ้างได้ ถือเป็นการเป็นปฎิรูประบบราชการให้ตอบสนองประชาชนมากขึ้น ช่วยให้ภาครัฐบริการสาธารณะได้ดีขึ้น ทําให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของภาครัฐได้สะดวกขึ้น ที่สำคัญเป็นก้าวเริ่มต้นแรกของการนำนวัตกรรมของสตาร์ทอัพมาให้ภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและพัฒนาการให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งจะเป็นการเพิ่มการลงทุนให้กับระบบนิเวศของสตาร์ทอัพโดยภาครัฐจะเป็นตัวเร่งการตลาด โดยตั้งเป้าให้เกิดการซื้อขายระหว่างภาครัฐกับสตาร์ทอัพเป็นครั้งแรกภายในงานนี้ ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายตลาดภาครัฐสำหรับสตาร์ทอัพทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐ สามารถเติบโตได้ถึง 30,000 ล้านบาท หรือ 1% ของงบประมาณภาครัฐ ที่สำคัญจะขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจสตาร์ทอัพของโลกพร้อมกำหนดให้ประเทศไทยเป็นแพลทฟอร์มสำหรับสตาร์ทอัพจากทั่วโลกเพื่อเข้าสู่ตลาดเอเชีย

