เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 กันยายน ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายวิชาการศึกษาพืชกระท่อม-กัญชา และมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา (มสพ.) จัด “ประชุม สนทนานักข่าว เพื่อสร้างความเข้าใจสถานการณ์ของพืชยาและกระท่อมสู่สังคม” โดยมี ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการ กพย. ภญ.สำลี ใจดี ประธานมูลนิธิมสพ. รศ.จันทร์เพ็ญ วิวิฒน์ นักวิจัยและประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ภญ.วีรยา ถาอุปชิต เภสัชศาสตร์สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์บูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวิทยาการ

ผศ.ภญ.นิยดา กล่าวว่า สังคมยังคงให้ความสนใจเป็นวงกว้างถึงกรณีการนำยาเสพติด ประเภท 5 โดยเฉพาะกัญชาและพืชกระท่อมมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาและใช้ในการแพทย์ เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของทางการเมือง นักวิชาการ นักวิจัยและภาคประชาชน โดย กพย.ฐานะแหล่งรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ ขอสนับสนุนการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ไม่เฉพาะพืชยากัญชา แต่รวมกระท่อมด้วย เพื่อสิทธิของผู้ป่วยและความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายในวาระแรก ส่วนวาระต่อไปดูท่าทีจะเป็นไปได้ยาก รวมถึงคาดกันว่าจะใช้มาตรา 44 เฉพาะกัญชาก่อน แต่อยากให้เพิ่มเติมกระท่อมด้วย
ผศ.ภญ.นิยดา กล่าวว่า ทางเครือข่ายมีผู้ศึกษาและวิจัยพืชยากัญชาและกระท่อม พร้อมรวบรวมข้อมูลไว้อย่างครบถ้วนมากพอต่อการพิจารณากฎหมายแล้ว หลักฐานสำคัญมีข้อมูลการใช้กัญชาและกระท่อมในตำรับไทย รักษาผู้ป่วยและบำบัดโรคบางอย่างได้มาแต่อดีต ปรากฎชัดตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงรัชกาลที่ 6 จากตำรา 12 เล่ม พบเข้ากัญชาถึง 93 ตำรับและเฉพาะพระคัมภีร์สมัยรัชกาลที่ 5 พบ 10 ตำรับ เช่น ยาสุขไสยาศน์ ใช้คลายเครียด ยาน้ำมันสนั่นไตรภพใช้แก้ปวด ฯลฯ รวมถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีผู้รับรับรอง (Systemetic review) ว่า กัญชาและกระท่อมใช้บรรเทาอาการปวดได้ดี บางผลวิจัยระบุว่า อาจดีมากกว่ามอร์ฟีน แก้ปวดรุนแรง การศึกษาทดลองรักษามะเร็ง โรคลมชักและพาร์กินสัน ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนของส่วนผสมในกัญชาเป็นยาในสหรัฐอเมริกาเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผลข้างเคียงจากการรักษาโรค ส่วนกระท่อมมีงานวิจัยสามารถนำมาใช้แทนเมทาโดน บำบัดผู้ติดยาเสพติด
ผศ.นิยดา กล่าวว่า ขณะนี้ รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องแสดงความจริงใจโดยเปิดเผยหลักฐานเชิงประจักษ์ หากยังคงจัดให้เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2560 ว่า มีหลักฐานงานวิจัยหรือไม่ อย่างไร ว่า เป็นยาเสพติด ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เสพ เกิดอันตรายต่อสังคม เกิดอันตรายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รัฐบาลไม่ควรยืดเยื้อ รอรัฐบาลใหม่ ออกมาฟันธงให้ชัดเจน เพราะยิ่งช้ายิ่งไม่ทันการณ์ หากปลดล็อกได้ ขณะนี้ เครือข่ายยังไม่มีตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าจะมีมูลค่ามหาศาลในการนำมาแทนการนำเข้าของมอร์ฟีนและเมทาโดนจากต่างประเทศ
“สิ่งกังวล คือ ปัญหาต่างประเทศเริ่มจดสิทธิบัตรในรูปแบบต่างๆ เกี่ยวกับกัญชาและกระท่อม โดยญี่ปุ่นพบมีส่วนผสมมาจากไทย ถ้าไทยเริ่มช้า โดยเฉพาะกระท่อม ไม้ถิ่นทางใต้จะถูกยึดครองและทุกอย่างต้องชะงัก ทั้งงานวิจัยและการปลูก ยิ่งไปกว่านั้นต่างชาติเร่ิมขอจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ใช้สารกัญชารักษาโรคผ่านระบบพีซีที (สนธิสัญญาด้านสิทธิบัตร) อย่างน้อย 5-6 คำขอ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ดันรุรังนำไปโพสต์ประกาศโฆษณาคำขอให้คนคัดค้าน ตอนนี้ผ่านเวลาคัดค้านไปแล้ว ขอวิพากษ์หน่วยงานรัฐไม่ควรทำเช่นนี้ เพราะควรปฎิเสธและทิ้งเรื่องก่อนการประกาศโฆษณา จึงเห็นว่ารัฐควรรีบเร่ง” ผศ.นิยดา กล่าว”

รศ.จันทร์เพ็ญ กล่าวว่า อยากกล่าวในฐานะผู้บริโภค เพราะปัจจุบันความรู้เรื่องกัญชามีจำนวนมาก มีหลายกลุ่มศึกษาไว้แล้ว โดยพืชกระท่อมเป็นพืชท้องถิ่นทางภาคใต้ มีการใช้แบบพื้นบ้านในวิถีชีวิตมากว่า 100 ปี ส่วนใหญ่จะปลูกเป็นพืชประจำบ้านเพื่อรักษาบางอาการ เช่น ปวดท้อง บิด เพราะใช้รักษาโรคเป็นยาสมุนไพร โดยเฉพาะฤดูทำนา ใช้เคี้ยวเหมือนยาชูกำลัง ช่วยทำงานหนัก ทนแดด อดีตไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ติดใบกระท่อม เพราะใช้ถูกวิธี ทั้งนี้ ขอเรียนว่าการกระท่อมเป็นพืชที่มีวิถีวัฒนธรรมมาแต่อดีต มีตำรับยาแผนโบราณยืนยันว่ารักษาได้หลายโรค รัฐไม่ควรทำลายวิถีเดิมชาวบ้าน รวมถึง อยากกระตุ้นให้นักวิชาการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวสารที่อยู่ในใบกระท่อม อาจไม่ได้มีชนิดเดียวที่เป็นผลดี
ภญ.วีรยา กล่าวว่า ทั่วโลกเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นและหันมาทบทวนประโยชน์หรือโทษกัญชา ยกตัวอย่าง เปิดร้านกาแฟนสูบกระท่อมและกัญชาในอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์, ปรับลดโทษการเสพกัญชาจากโทษอาญาเป็นค่าปรับในโปรตุเกส, รัฐวอชิงตันและโคโรลาโด ยอมรับกัญชาเพื่อความบันเทิง รวมถึงปี 2558 ออกกฎหมายใช้ในการแพทย์ใน 23 รัฐของอเมริกา ซึ่งต่างประเทศมีความก้าวหน้าถึงขั้นพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ลูกอม เครื่องสำอาง ฉะนั้น อยากให้ไทยหันกลับมาทบทวนการใช้ประโยชน์จากกัญชาในการแพทย์ ประกอบกับผลศึกษาตำรับยาแผนไทย พบมียาหลายตำรับที่มีส่วนผสมของกัญญาใช้รักษาโรค ได้แก่ ยาทิพกาศช่วยเจริญอาหาร นอนหลับ แก้ปวดและมีใบกัญชา 16 และยาศุขไสยาศน์ มีใบกัญชา 12 ส่วน
“กัญชามีสารแคนนาบินอยด์ 2 ชนิด คือ ทีเอชซี (THC) ออกฤทธิ์ทางจิตใจและ ซีบีดี (CBD) ไม่มีฤทธิ์เสพติดทางติดใจ โดยอเมริกาสกัดสารทีเอชซีเป็นยาและถูกขึ้นทะเบียนแล้ว ได้แก่ โดรนาบินอล นาบิโลน นาบิกซีมอล จึงเป็นเหตุสนับสนุนให้ 1.ใช้กัญชารูปแบบสมุนไพรไม่ใช่ยาสำเร็จรูป หรือทะเบียนตำรับ 2.อนุญาตให้ใช้พื้นที่วิจัย ต้องกำหนดขั้นตอนการปฎิบัติสามารถนำมาใช้ได้จริง และ 3.หากใช้กัญชาเป็นยาสมุนไพร จะลดการนำเข้า ผู้ป่วยพึ่งพาตนเองได้ ลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพลดลง” ภญ.วีรยา กล่าว
รศ.คนึงนิจ กล่าวว่า ขั้นตอนพิจารณากฎหมายขั้นกฎษฏีกาและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีวิธีคิดองค์รวมแบบมองพืชกัญชามิติเดียวเป็นยาเสพติด สอดคล้องกับทฤษฎีขนานนาม คือ ผู้อำนาจผู้สร้างวาทกรรมขนามบางสิ่งให้มีฤทธิ์ มีพิษ แม้แค่บางส่วน แต่ทั้งหมดมันจะถูกมองเลวร้ายตลอดไป กระทั่งถูกพบความจริงอีกมิติที่เป็นประโยชน์ จึงต้องปลดล็อกวาทกรรมเก่า ยอมรับสิ่งใหม่ ไม่ควรทำให้กฎหมายอยู่วังวนเดิม ดังนั้น การแก้ไขร่างพ.ร.บ.ยาเสพติด เห็นด้วยต้องปลดล็อกกัญชาและพ่วงพืชยาอื่น เช่น กระท่อม และไม่เห็นด้วยที่ต้องกำหนดอยู่ในกฎหมายเดิม แต่ก็ไม่ควรอยู่ในพ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพราะจะมีข้อถกเถียงกันมาก เนื่องจากยังไม่มีข้อกฎหมายเกี่ยวกับสารสกัดชัดเจน

“กฎหมายอื่นไม่รองรับและตอบโจทย์กัญชา ต้องจัดทำอีกฉบับเฉพาะ อาจเป็น พ.ร.บ.กัญชาหรือ พ.ร.บ.พืชยา ครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่ปลูก บำรุงสายพันธุ์ ขั้นตอนสกัด การวิเคราะห์อย่างปลอดภัย ถูกต้อง ก่อนพัฒนาใช้ สู่การนำมาใช้และผู้ใช้ต้องเป็นใคร คำว่าปลดล็อกกัญชารักษาโรคหรือการแพทย์ อย่าเข้าใจว่าต้องเสรี ไร้การควบคุม ยังคงต้องถูกควบคุมให้ถูกต้องโดยคนที่รู้จริง รวมถึงให้สธ.เป็นเจ้าภาพแทนกระทรวงยุติธรรม ตอนนี้เรื่องมันบิดเพราะอยู่ผิดกระทรวง” รศ.คนึงนิจ กล่าว
ด้านนายไพศาล กล่าวว่า เสนอให้ 1.ระยะยาวต้องมีกฎหมายพืชยากัญชาและกระท่อมเฉพาะ เพราะกฎหมายยาเสพติดให้โทษไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงวิธีการรักษารูปแบบใหม่ อุปสรรคต่องานวิจัย เพราะการเสพผิดกฎหมาย 2.จัดทำร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ แต่เท่าที่ทราบมีแนวโน้มพิจารณาไม่ทันในรัฐบาลนี้ และ 3.เสนอประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 แก้ไขเฉพาะบางมาตรา ให้นำกัญชาและกระท่อมมาใช้ในทางการแพทย์

“ประโยชน์ที่ประชาชนและสังคมจะได้รับถ้ามีการแก้ไขกฎหมาย คือ แก้ไขปัญหายาเสพติด เช่น การลักลอบนำเข้าหรือค้าพืชกระท่อม ซึ่งเป็นปัญหาอันดับ 2 รองจากการจับคุมคดียาเสพติด แก้ไขปัญหาการใช้กระท่อม กัญชาที่ไม่ถูกต้องมารักษา คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างอาชีพอย่างถูกกฎหมาย ลดปัญหาการยัดคดี ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง มองว่ากฎหมายยาเสพติดปัจจุบัน โทษไม่ได้สัดส่วนกับความรุนแรงโดยเฉพาะกระท่อมและกัญชา ซึ่งไม่เคยคดีใดที่คนเสพกัญชาหรือกระท่อมฆ่าคนตาย ไม่ได้สนับสนุนให้คนเสพ แต่อยากให้ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยก่อน ล่าสุดแคนนาดาก็ปรับปรุงกฎหมายแล้ว” นายไพศาล กล่าว

