วันที่ 29 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 กันยายน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2561 โดยมี พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานกรรมการ พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ ตลอดจนคณะกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ นักวิชาการ และภาคประชาชน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ตึกแดง) ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ ว่า ภาพรวมจากรายงานสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สำคัญ ปี 2560 โดยสรุป พบว่า สถานภาพแนวปะการังฝั่งอันดามัน มีความเสียหายมากกว่าฝั่งอ่าวไทย มีขยะมูลฝอยใน 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล เกิดขึ้น 11.47 ล้านตัน เป็นขยะพลาสติกถึง 3.4 แสนตัน โดยร้อยละ 10 – 15 มีโอกาสปนเปื้อนลงสู่ทะเล ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งยาว 704 กิโลเมตร มีการก่อสร้างรุกแนวชายฝั่งทะเล 70 กิโลเมตร แนวโน้มทรัพยากรทางทะเลเปลี่ยนแปลงไปจากการกระทำของมนุษย์มากกว่าธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณเกาะแก่งสำคัญๆของแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการัง สัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลมากขึ้น ทั้งนี้ มติในที่ประชุม เห็นชอบ การออกประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในพื้นที่เกาะไข่ใน เกาะไข่นอกและเกาะไข่นุ้ย อ.เกาะยาว จ.พังงา และพื้นที่ เกาะราชาใหญ่ เกาะราชาน้อย อ.เมือง จ.ภูเก็ต รวมทั้ง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการัง จากกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ ทช.รับดำเนินการต่อไป
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอบคุณ ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ทส.รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนลดการใช้ถุงพลาสติกอย่างเป็นผลต่อเนื่องมา เป็นผลให้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ เปลี่ยนไปในเชิงอนุรักษ์และการหวงแหนท้องถิ่นร่วมกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยขอให้รณรงค์และให้ความรู้กับประชาชนในภาพรวม 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล และกรุงเทพฯ อย่างจริงจังต่อเนื่องกันไป

“ขอให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นหน้าที่สำคัญเร่งด่วน ที่จะต้องนำผลประชุมทางนโยบายร่วมกันขับเคลื่อนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้งระบบในภาพรวม โดยให้เร่งรัดจัดทำแผนแม่บท การป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปี 2562 – 2569 ให้มีความสมบูรณ์ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ จากข้อมูลรายงานสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ผ่านมา ควบคู่กับการคาดการณ์สถานการณ์อนาคต และ ขอให้พิจารณาเร่งออกประกาศมาตรการคุ้มครองความเสียหายของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จากการประกอบการท่องเที่ยวและกิจกรรมดำน้ำที่มีกว่า 5 ล้านรายต่อปี โดยให้ครอบคลุมทุกหมู่เกาะที่ได้รับผลกระทบหรืออาจมีผลกระทบโดยเร็ว ทั้งนี้ ขอให้มีการจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ครอบคลุมทั่วถึง ควบคู่ไปกับการรณรงค์สร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในทุกระดับ เพื่อให้เราทุกคน สามารถมีและใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกันอย่างยั่งยืน” พล.อ.ประวิตร กล่าว


