โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ยาลดความอ้วนที่ขายในคลินิกเถื่อนและเฟซบุ๊ก แท้จริงแล้วมันคืออะไร? (ติดความรู้ให้ประชาชนทั่วไป เอาไว้สู้กับพวกมัน)
ยาที่ใช้ในการลดความอ้วนที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยามีใช้จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่ต้องให้แพทย์เป็นคนจ่ายยาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ที่สำคัญ เราใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักสูงมาก จนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ได้เอามาใช้เพื่อให้ผอมหุ่นดีแบบนางแบบ หรือไม่ได้มีน้ำหนักเกินมากแต่อยากหุ่นดีทางลัด ระเบิดขา ระเบิดแขน ระเบิดพุง ระเบิดทุกส่วน เห็นผลในสามวันอย่างที่เห็นในโฆษณา
เรามาดูยาที่ถูกต้องกันก่อน ว่าจริงๆ แล้วแพทย์ได้รับอนุญาตให้ใช้ยาตัวไหนบ้าง
(1) ยาที่ทำให้ไม่อยากอาหาร กดสมองไม่ให้รู้สึกหิว แบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง กลุ่มที่สอง ออกฤทธิ์ทางอ้อมผ่านสารสื่อประสาทชื่อว่า serotonin
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยตรงถือเป็นยาลดความอ้วนรุ่นแรก นั่นก็คือ amphetamine ใช้ในทางการแพทย์ราว 50 ปีก่อน ออกฤทธิ์รุนแรง มีผลข้างเคียงสูงมาก หลังจากค้นพบ isomer แบบต่างๆ ของยา เรากลับพบผลกระตุ้นประสาทที่ทำให้เกิดภาวะเคลิบเคลิ้ม หรือ euphoria เป็นที่มาของการผลิตยาบ้า ถูกห้ามใช้ในอเมริกาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีการลักลอบเข้ามาในไทยเป็นข่าวเมื่อ 30-40 ปีก่อน ถ้าใครเกิดทันน่าจะจำได้ อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้รุ่นถัดมาได้รับอนุญาตให้ใช้เนื่องจากออกฤทธิ์ไม่รุนแรงเท่า ผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่ก็ยังต้องให้ในขนาดที่เหมาะสมและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ ได้แก่ phentermine และ diethylpropion
ยาที่ออกฤทธิ์ทางอ้อมผ่านสารสื่อประสาท serotonin ขณะนี้สูญพันธุ์หมดแล้ว ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้แม้แต่ตัวเดียว รุ่นแรกสุดโด่งดังมาก ตำราแพทย์มีเขียนไว้หมด นั่นคือ ยาที่มีชื่อเล่นว่า “fen-phen” ย่อมาจากยาลดน้ำหนักสูตรผสม
ระหว่าง fenfluramine และ phentermine จริงๆ fenfluramine ออกมาก่อน ต่อมามีการเอายาในกลุ่มแรกอย่าง phentermine มาผสมเข้าไปเพื่อให้ได้ผลลดน้ำหนักดีมากขึ้น และก็ลดได้ผลดีมากจริงๆ ยานี้ดังมากในปี 1970-1980 จนกระทั่งจุดจบมาถึง เมื่อทีมแพทย์จาก Mayo Clinic ตีพิมพ์ภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลทำงานผิดปกติในคนไข้ 26 ราย ที่ใช้ fen-phen ลงในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ในปี 1996 ถือเป็นการจุดชนวน นำไปสู่การถอนยาตัวนี้ออกจากตลาดในปี 1997 แต่ตัวที่ถูกถอนคือ ยาสูตรรวม สำหรับ phentermine เดี่ยวๆ ยังคงอนุญาตให้ใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้มีทายาทสืบทอดต่อมา คือ sibutramine ซึ่งได้ผลดีมากและใช้กันอย่างแพร่หลาย จนมาพบจุดจบด้วย New England Journal of Medicine อีกเช่นกันในปี 2010 จากการศึกษาที่ชื่อว่า SCOUT กลุ่มที่กินยา Sibutramine เมื่อติดตามไป 2-4 ปี พบว่าเป็นโรคหัวใจ, ตายจากโรคหัวใจ หรือเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่ากลุ่มที่กินเม็ดแป้ง
(2) ยาที่ออกฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมไขมันในลำไส้ มีอนุญาตให้ใช้ในปัจจุบันเพียงตัวเดียว คือ orlistat เป็นแคปซูล 120 มก. การจ่ายต้องติดตามโดยแพทย์ ยาตัวนี้จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในการย่อยสลายไขมัน แต่ยับยั้งการดูดซึมได้น้อยกว่า 50% เท่านั้น และน้ำหนักไม่ได้ขึ้นกับไขมันเพียงอย่างเดียว คนที่กินยากลุ่มนี้จะมีไขมันปนออกมากับอุจจาระ อันตรายคือ การทำงานของลำไส้แปรปรวนและวิตามินที่ละลายในไขมันก็ถูกดูดซึมได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาท orlistat ถือว่าปลอดภัยกว่า
สรุปยาลดน้ำหนักที่ “แพทย์” ใช้ได้จริงๆ ในปัจจุบันมีแค่ phentermine, diethylpropion และ orlistat ย้ำนะครับมีเท่านี้จริงๆ
แล้วยาที่ขายกันเถื่อนๆ ในคลินิกหรือเฟซบุ๊กคืออะไร?
เกือบทั้งหมดเป็นยาแบบสูตรผสม เพื่อเร่งประสิทธิภาพโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เอายา 3 ตัว ด้านบนมาจ่ายให้โดยไม่มีการควบคุมขนาด ติดตามอาการ หรือควบคุมอย่างใกล้ชิด แพทย์บางรายก็ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ นำไปใช้ในทางที่ผิด บริษัทที่จำหน่ายยาเหล่านี้ยังแอบใส่ยาที่ไม่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ให้มาใช้ลดน้ำหนัก ซึ่งอันตรายมาก ผสมยัดเข้าไปด้วย เช่น ยาระบาย ยาขับปัสสาวะขนาดสูง ฮอร์โมนไทรอยด์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาต้านเบต้า หรือแม้แต่ขุดเอายา fenfluramine ที่ถูกห้ามใช้มาหลาย 10 ปี ผสมไปด้วย เช่น สูตร 1 (ระเบิดขา) : phentermine, propranolol, diazepam, HCTZ สูตร 2 (ระเบิดพุง) : thyroxine, propranolol, dormicum, HCTZ, senokot สูตร 3 (เผาทั้งร่าง) : phentermine, diazepam, fenfluramine, thyroxine สูตร 4 (ลดก้น บีบหน้าเรียว) : thyroxine, furosemine, HCTZ, propranolol, phentermine
ที่มา คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ น.7 หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน 24 เมษายน

