ภาพวาดที่หายไป ดราม่า ‘เมียพ่อ-ลูกเลี้ยง’โยงถก “มรดก” หรือ “สมบัติของชาติ

30.09.18 | 05:05 น.

ด้วยความเป็นคนดัง ไฮโซ แถมถูกมองเป็นเรื่อง”ดราม่า”แม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยง แย่งสมบัติกันหรือไม่ ?จึงเป็นข่าวอยู่ในความสนใจของสาธารณะชน

จนกลายเป็นมหากาพย์หนังยาวก็ว่าได้ เพราะเรื่องราวดำเนินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560

เริ่มตั้งแต่นายดอยธิเบศร์ ดัชนี ขณะนี้อายุ 41 ปี บุตรชายพร้อมทั้งเป็นผู้ดูแลมรดกของนายถวัลย์ ดัชนี หรือ อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศน์ศิลป์ ปี พ.ศ.2544 และเป็นจิตรกร ช่างเขียนรูประดับโลก

ได้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางชันว่ามีภาพจำนวน 3 ภาพ ได้หายไปจากบ้านเลขที่ 170/109 หมู่บ้านเกษราคลาสสิคโฮม ถนนเสรีไทย แขวงและเขตคันนายาว

ซึ่งเป็นบ้านที่ใช้จัดเก็บภาพวาดของอ.ถวัลย์เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งเป็นสถานที่ที่อ.ถวัลย์ใช้วาดภาพอีกด้วย

Advertisement

และการหายไปของภาพไม่มีแม้แต่ร่องรอยการงัดแงะบ้านแต่อย่างใด

โดยบ้านหลังดังกล่าวจะมีเพียงบุคคลเดียวที่ถือกุญแจเข้า-ออก นั้นคือ นางสาวทิพย์ชาติ วรรณกุล หรือป้าอ๊อด ภรรยานอกสมรสของ อ.ถวัลย์ แต่นั้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นคนเอาภาพวาดไป

การค้นหาภาพยังคงดำเนินต่อไปกระทั่งนายดอยธิเบศร์ พบว่าภาพไม่ได้หายไปเพียง 3 ภาพ แต่กลับหายไปถึง 113 ภาพ จาก 650 ภาพ รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท

จึงได้ตัดสินใจเข้าร้องต่อพล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งเป็นชุดทำงาน สืบหาข้อมูลทั้งบนดินและใต้ดิน ตรวจสอบแกลเลอรี่ต่าง ๆ และ ตรวจสอบนักสะสมที่คาดว่าจะมีรูปของอ.ถวัลย์ไว้ในครอบครอง

นายดอยธิเบศร์ ได้ไล่เรียงเหตุการณ์ ให้ฟังว่า อ.ถวัลย์ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2557 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน ตนได้ประกาศไม่ขายภาพวาดของ “อ.ถวัลย์” จะเก็บไว้เป็นอนุสรณ์

นอกจากนี้ได้ยังได้มีการเข้าไปขอถ่ายภาพที่บ้านเกษราและบ้านรั้วเขาควาย เมื่อ27-28 กันยานน 2557 ไว้แล้ว

หากมีภาพหายออกไป หรือมีการซื้อขายหลังจากพ่อเสียชีวิต สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นภาพที่ไม่ถูกต้อง

ลูกชายอ.ถวัลย์บอกว่า มีคนส่งภาพมาให้ตนเช็คอยู่เรื่อยๆ และไปเจอ 2-3 ภาพก่อนที่ตรงกับดาต้าเบตที่ได้ถ่ายภาพไว้เมื่อวันที่ 27-28 กันยายน 2557 แต่มีภาพไปโผล่ปี 2560 จึงมีข้อสงสัยว่ามีภาพออกมาได้อย่างไร และยังมีการซื้อและขาย จึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน นางสาวทิพย์ชาติ ได้เปิดใจกับทาง “มติชน” ว่า ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีอยู่กับอ.ถวัลย์ มาไม่เคยมีปัญหากับนายดอยธิเบศร์เลย โดยนายดอยธิเบศร์จะมาหาอ.ถวัลย์เป็นครั้งคราว และก่อนจะมาจะต้องนัดกับอ.ถวัลย์ก่อน ซึ่งจะผ่านตน

หากมาโดยไม่ได้นัดหมายอ.ถวัลย์จะไม่ให้เข้าพบไม่ว่าเป็นบุคคลใด เพราะอ.ถวัลย์เป็นศิลปินที่มีความมุ่งมั่นอย่างมากในการสร้างผลงานจึงไม่อยากให้ใครรบกวน

ภายหลังจากอ.ถวัลย์เสียชีวิตลง ได้มีผู้ว่าหวังมาพูดให้ตนฟังว่านายดอยธิเบศร์ได้พูดดูแคลนไว้ ตนจึงได้ตัดสินใจเข้าร้องต่อศาลในเรื่องของการจัดการทรัพย์สิน จนเป็นประเด็นถึงขณะนี้

กระทั้งศาลมีคำสั่งให้ในนายดอยธิเบศร์เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งหมายความว่าผู้รวบรวมทรัพย์มรดกและผู้แบ่งปันทรัพย์สินมรดกให้แก่ทายาทและผู้ที่มีส่วนได้เสีย ซึ่งตนคือผู้มีส่วนได้เสียนั้นคือภรรยาของอ.ถวัลย์ นั้นเอง

การให้สัมภาษณ์ของ “ป้าอ๊อด” ทำให้นายดอยธิเบศร์ ต้องมาให้ข้อมูลกับสื่ออีกครั้งว่า ไม่อยากให้หลงประเด็น ตังเองไม่ได้มีปัญหาเรื่องการแบ่งทรัพย์สินแต่อย่างใด

แต่ประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาตอนนี้คือภาพที่หายไป มันไม่ใช่คดีทางแพ่งหรือเรื่องมรดก แต่มันเป็นเรื่องของการลักทรัพย์ ขอป้าอย่าดราม่า

“ผมก็แค่ทำหน้าที่ลูกกับทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกที่ออกมาปกป้องพิทักษ์ทรัพย์สินของพ่อ ถ้าป้ารักพ่อผม ป้าก็ควรจะออกมาช่วยกันตามหาภาพที่หายไป”นายดอยธิเบศร์

อย่างไรก็ตามขณะนี้ในส่วนขอคดียังคงดำเนินต่อไปมีการเรียกสอบปากคำพูดที่เกี่ยว อาทิ เจ้าของแกลเลอรี่ นักสะสมภาพ ต่าง ๆ ซึ่งพยานต่างให้การเป็นประโยชน์มาก

จากคำให้การดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดภาพที่หายไปกลับคือมาได้ จำนวน 5 ภาพแล้ว ซึ่งก็จะต้องมาทำการตรวจพิสูจน์ว่าภาพที่ได้มาดังกล่าวได้มาเมื่อไหร่ และได้มาได้อย่างไร

แม้กระแสข่าวจะสร่างซาลงไปบ้างแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงทำงานเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อหาบทสรุปของคดีดังกล่าว ว่าภาพ 113 ภาพ หายไปจริงหรือไม่ และหายไปได้อย่างไร ใครเป็นคนเอาภาพเหล่านั้นไป “มติชน”จะติดตามมาให้รับทราบต่อไป