2 ต.ค.ชี้ชะตา “แทน เทือกสุบรรณ” และพวก รุกที่เขาแพง เจ้าตัวพร้อมเดินทางฟังอุทธรณ์

30.09.18 | 14:33 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม เวลา 9.00 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีบุกรุกที่ดินเขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพรชัย ฟ้าทวีพร อายุ 53 ปี ผจก.ห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น, นายสามารถ หรือโกเข็ก เรืองศรี อายุ 61 ปี หุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น และนายหน้าขายที่ดิน, นายแทน เทือกสุบรรณ อายุ 37ปี บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกปปส., นายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อายุ 63 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวนายสุเทพ เป็นจำเลยที่ 1-4 ความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่า หรือเผาป่า หรือกระทำด้วย ประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจาก เจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2518 มาตรา 22

คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 กันยายน2556 บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 27 กันยายน2543 ถึง 5 ตุลาคม2544 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา โดยจำเลยที่ 3-4 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง เนื้อที่ 14 ไร่ ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 พิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว พยานหลักฐานโจทก์นำสืบรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้ง 4 เป็นความผิดตาม ฟ้อง จึงพิพากษาว่า นายพรชัย และนายสามารถ หรือโกเข็ก จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 5 ปี

ส่วนนายแทน และนายบรรเจิด จำเลยที่ 3-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรค 1 และพ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง โดยการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกคนละ 3 ปี โดยศาลพิเคราะห์ว่า ป่าไม้เป็นทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าของชาติ ควรที่ประชาชนจะต้องร่วมกันหวงแหน บำรุงรักษาให้อุดมสมบูรณ์เพื่อประโยชน์ ร่วมกัน ไม่ให้เป็นของส่วนตัวแก่ผู้ใด การ กระทำของจำเลยทั้งสี่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของดิน น้ำ อากาศ และป่าไม้ทั้งโดยตรงและทางอ้อม อันเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้ง และภัยพิบัติจากน้ำป่าไหลหลาก สภาพความผิดจึงเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

Advertisement

นอกจากนี้ยังให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินและป่าไม้บริเวณที่เกิดเหตุทั้งหมด ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โดยหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกกลุ่มจำเลยได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอประกันตัวไป ซึ่งศาลอาญาได้อนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสี่ โดยตีราคาประกัน นายพรชัย และนายสามารถ หรือโกเข็ก จำเลยที่ 1-2 คนละ 800,000 บาท นายแทน และนายบรรเจิด จำเลยที่ 3-4 คนละ 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งสี่ เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ขณะที่มีรายงานว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม นี้ทางจำเลยทั้ง 4 มีความพร้อมที่จะเดินทางไปเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยพร้อมเพียงยังไม่มีจำเลยคนใดที่เเจ้งความประสงค์จะขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว

สำหรับคดีนี้นั้นเดิมทางฝ่ายโจทก์เคยยื่นคำร้องขอให้โอนการพิจารณาคดีไปยังศาลจังหวัดเกาะสมุย เนื่องจากความผิดที่ถูกฟ้องนั้น เหตุเกิดขึ้นใน ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อีกทั้งพยานหลักฐานส่วนใหญ่และภูมิลำเนาของจำเลย ก็อยู่ที่ อ.เกาะสมุยด้วย ซึ่งสามารถที่จะสะดวกเวลาเรียกพยานมาสืบพยาน ซึ่งศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โอนคดีนี้ไปดำเนินการพิจารณาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุยต่อไป และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความในศาลอาญานี้ เเต่หลังจากมีคำสั่งโอนคดีไม่นาน ทางศาลอาญาได้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนคดี โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันการสืบพยานในคดีอาญาสามารถสืบพยานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ในกรณีที่ไม่สามารถนำพยานมาที่ศาลอาญาได้ก็ให้พยานเบิกความผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย ซึ่งอัยการโจทก์เเละทนายจำเลยก็สามารถซักถามพยานได้เช่นกัน